รีวิว MG Urban ใช้จริง 5 วัน รถ EV เมืองที่ไม่ได้เก่งแค่ขับในเมือง
หลังจากเปิดตัวในประเทศไทยได้สักพักสำหรับ NEW MG Urban รถยนต์ไฟฟ้าทรงแฮทช์แบ็กที่วางตำแหน่งในกลุ่มราคาไม่เกิน 8 แสนบาท พร้อมสีสันและดีไซน์ที่ทำให้รถรุ่นนี้ดูแตกต่างจาก MG รุ่นอื่นอย่างชัดเจน
แต่คำถามคือ ถ้าไม่ได้ขับแค่ในเมืองล่ะ MG Urban จะเป็นอย่างไร?
รอบนี้ Sanook Auto ได้นำ MG Urban รุ่น Ultra มาใช้ชีวิตด้วยกันจริงๆ เป็นเวลา 5 วัน มีทั้งรถติดในเมือง ใช้งานประจำวัน และพาออกต่างจังหวัดไป-กลับอยุธยา รวมระยะทางกว่า 300–400 กิโลเมตร ได้เวลามาดูกันว่ารถ EV ที่ชื่อ Urban คันนี้ จะเหมาะแค่กับเมืองตามชื่อ หรือจริงๆ แล้วทำได้มากกว่านั้น

ดีไซน์ MG Urban เล็กกำลังดี แต่พื้นที่ไม่ได้เล็กตาม
MG Urban มาในรูปทรง Hatchback ที่ดูทันสมัยและมีความเป็นรถคนเมืองค่อนข้างชัด ตัวรถมีความยาว 4,395 มม. กว้าง 1,842 มม. สูง 1,549 มม. และมีฐานล้อยาว 2,750 มม. ถือว่าไม่ได้เป็นรถจิ๋ว แต่ขนาดยังจัดการได้ง่ายเมื่อต้องใช้ในเมือง
ด้านหน้ามีไฟหน้า LED พร้อม Daytime Running Light และโลโก้ MG แบบเรืองแสง ขณะที่ด้านท้ายใช้ไฟ LED แบบแถบยาวพร้อมลวดลาย Union Jack ส่วนรุ่น Ultra ที่เราทดลองได้ล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้ว และหลังคากระจก Panoramic Glass Roof
สิ่งที่รู้สึกได้หลังใช้จริงคือ การออกแบบพื้นที่ค่อนข้างคุ้มกับขนาดตัวรถ มีพื้นที่และช่องเก็บของให้ใช้งานหลายตำแหน่ง จึงเหมาะกับคนที่ต้องขนของจุกจิกในชีวิตประจำวัน ขณะเดียวกันขนาดตัวรถก็ไม่ได้ใหญ่จนสร้างภาระเวลาเข้าซอยหรือหาที่จอด

ภายในเน้นจอใหญ่ ฟีเจอร์เยอะ และใช้งานง่าย
เมื่อเข้ามาภายใน รุ่น Ultra จะได้หน้าจอ Infotainment ขนาดใหญ่ 15.6 นิ้ว ทำงานร่วมกับชิป Qualcomm Snapdragon 8155 พร้อมหน้าจอข้อมูลการขับขี่ขนาด 7 นิ้ว
ระบบภายในรองรับ Apple CarPlay และ Android Auto รวมถึง i-SMART PRO และ AI Voice Command สำหรับควบคุมฟังก์ชันต่างๆ ของรถด้วยเสียง
อุปกรณ์อำนวยความสะดวกมีทั้ง Wireless Charger, Ambient Light ปรับได้ 256 สี, ช่องแอร์สำหรับผู้โดยสารด้านหลัง และ USB Type-C ส่วนเบาะคู่หน้าปรับด้วยไฟฟ้าและมีระบบเป่าลมช่วยลดความร้อน ซึ่งมีประโยชน์กับอากาศบ้านเราไม่น้อย
จุดเด่นอีกอย่างคือห้องโดยสารไม่ได้ให้ความรู้สึกอึดอัดตามขนาดภายนอก ด้วยฐานล้อ 2,750 มม. ทำให้พื้นที่ผู้โดยสารด้านหลังยังใช้งานได้จริง


ขุมพลัง แบตเตอรี่ และการชาร์จ
MG Urban มีขุมพลังแตกต่างกันตามรุ่นย่อย โดยรุ่น Ultra ที่เราทดลองใช้มอเตอร์ไฟฟ้าแบบ Permanent Magnet Synchronous Motor ให้กำลังสูงสุด 160 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 250 นิวตันเมตร
แบตเตอรี่เป็น Lithium-ion จาก CATL ความจุ 53.9 kWh ติดตั้งเข้ากับโครงสร้างแบบ Cell-to-Body บนแพลตฟอร์ม E3 Pure Electric Platform ตามข้อมูลของ MG รถสามารถวิ่งได้สูงสุดประมาณ 530 กิโลเมตรตามมาตรฐาน NEDC และทำอัตราเร่ง 0–100 กม./ชม. ได้ประมาณ 8.4 วินาที
ด้านการชาร์จรองรับ DC Fast Charge สูงสุด 88 kW สามารถชาร์จจาก 10–80% ได้ในเวลาประมาณ 30 นาที ขึ้นอยู่กับกำลังของสถานีและสภาพแบตเตอรี่ในขณะนั้น
นอกจากนี้ยังมีระบบ V2L สามารถจ่ายไฟออกจากรถไปยังอุปกรณ์ภายนอกได้สูงสุด 3.3 kW ทำให้สามารถนำรถไปใช้กับกิจกรรมกลางแจ้งหรือเป็นแหล่งจ่ายไฟฉุกเฉินได้ด้วย

ช่วงล่าง MG Urban เป็นอย่างไร?
MG Urban ใช้ช่วงล่างด้านหน้าแบบ MacPherson Strut และด้านหลังแบบ Torsion Beam ซึ่งแตกต่างจาก MG4 ที่ใช้ช่วงล่างหลังแบบ Multi-Link ดังนั้นบุคลิกของ Urban จึงไม่ได้ถูกวางมาเพื่อเน้นความสนุกในการเข้าโค้งเป็นหลัก
แต่หลังจากทดลองจริง สิ่งที่เซอร์ไพรส์คือ ความนุ่มนวลของช่วงล่าง โดยเฉพาะการเดินทางไกล รถสามารถรับมือกับพื้นผิวถนนได้ดี และไม่มีอาการโยนตัวจนน่ารำคาญ
มันอาจไม่ใช่รถ EV ที่ทำให้คุณอยากหาโค้งเล่นเหมือน MG4 แต่ถ้าโจทย์คือขับสบายในชีวิตประจำวัน นั่งแล้วไม่เหนื่อย และออกต่างจังหวัดได้ บุคลิกของช่วงล่างชุดนี้ถือว่าเหมาะสมกว่า
ขับในเมืองคือพื้นที่ถนัด
ชื่อ Urban บอกคาแรกเตอร์ของรถได้ค่อนข้างตรง เพราะเมื่อนำมาใช้งานในเมือง ความคล่องตัวถือเป็นจุดเด่นของรถคันนี้
ตัวรถไม่ได้ใหญ่เกินไป ประกอบกับวงเลี้ยวเพียง 5.2 เมตร ทำให้กลับรถ เข้าซอย หรือจัดการพื้นที่จอดรถแคบๆ ได้ง่าย การตอบสนองของมอเตอร์ก็ไม่ได้รุนแรงจนขับยาก
อัตราเร่ง 160 แรงม้าอาจไม่ใช่ตัวเลขสำหรับเอาไปแข่งกับใคร แต่การใช้งานจริงถือว่าเพียงพอ กดแล้วรถไปต่อได้เรื่อยๆ การเร่งแซงหรือขึ้นทางด่วนไม่ได้เป็นปัญหา


ADAS Level 2 ทำงานฉลาดกว่าที่คิด
ด้านระบบช่วยขับ MG Urban จัดอุปกรณ์มาค่อนข้างเยอะ โดยใช้กล้อง 6 จุด เซนเซอร์ 12 จุด และเรดาร์ 3 จุด ทำงานร่วมกับระบบ ADAS Level 2
จากการทดลองจริง ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่กลางเลนทำงานได้ดี และจุดที่น่าสนใจคือ Auto Lane Change with Alert ซึ่งสามารถช่วยประเมินสถานการณ์ก่อนเปลี่ยนเลน ไม่ได้สั่งแล้วเปลี่ยนให้ทันทีทุกครั้ง
หากระบบประเมินว่าสถานการณ์ไม่เหมาะสม รถจะไม่ดำเนินการเปลี่ยนเลนให้ จุดนี้ทำให้การใช้งานบนทางด่วนหรือเส้นทางไกลช่วยลดภาระของผู้ขับได้พอสมควร
อย่างไรก็ตาม นี่ยังคงเป็น ระบบช่วยขับ Level 2 ไม่ใช่ระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติเต็มรูปแบบ ผู้ขับยังต้องมองถนน จับพวงมาลัย และพร้อมควบคุมรถตลอดเวลา รวมถึงต้องใช้เวลาทำความคุ้นเคยกับลักษณะการทำงานของระบบเล็กน้อย

ระบบช่วยจอดเก่ง แต่ Remote Parking ต้องเข้าใจมันก่อน
อีกฟีเจอร์เด่นของ MG Urban คือชุดระบบช่วยจอด ซึ่งมีทั้ง Smart Parking Assist, Remote Parking และ Remote Auto Parking
รถสามารถช่วยจอดเข้าช่องทั้งแบบตั้งฉากและขนาน รวมถึงเลือกนำรถออกจากช่องจอด และยังสามารถควบคุมการเดินหน้า-ถอยหลังผ่าน Smartphone ได้
จากการทดลอง ฟีเจอร์นี้ทำงานได้จริงและมีประโยชน์ โดยเฉพาะเวลาช่องจอดแคบจนเปิดประตูขึ้นลงลำบาก
แต่การใช้ Remote Auto Parking ต้องจัดตำแหน่งรถให้ระบบมองเห็นช่องจอดได้เหมาะสมเสียก่อน หากตำแหน่งหรือมุมรถไม่เข้าเงื่อนไข ระบบอาจไม่สามารถเริ่มการจอดได้ ดังนั้นอย่าเพิ่งคาดหวังว่าจะหยุดรถตรงไหนแล้วกด Smartphone ให้รถจัดการทุกอย่างได้ทันที

กินไฟแค่ไหน หลังใช้จริง 5 วัน?
ตลอดระยะเวลา 5 วันที่เราอยู่กับ MG Urban มีทั้งการใช้งานในเมือง รถติด ทางด่วน และเดินทางไป-กลับอยุธยา รวมระยะทางประมาณ 300–400 กิโลเมตร
จากการใช้งานในลักษณะดังกล่าวก็ถึงจังหวะที่ควรเตรียมชาร์จรถประมาณหนึ่งรอบ ซึ่งถือว่าเป็นระยะที่สมเหตุสมผลกับแบตเตอรี่ขนาด 53.9 kWh
แน่นอนว่าระยะทางจริงขึ้นอยู่กับความเร็ว การเปิดแอร์ สภาพการจราจร อุณหภูมิ และรูปแบบการขับของแต่ละคน จึงไม่ควรนำตัวเลข 530 กิโลเมตรตามมาตรฐาน NEDC มาเทียบกับการใช้งานจริงแบบตรงตัว
แต่สำหรับคนที่ไม่ได้เดินทางวันละหลายร้อยกิโลเมตร ใช้รถไปทำงาน ซื้อของ และออกต่างจังหวัดเป็นครั้งคราว แบตเตอรี่ระดับนี้ถือว่า เพียงพอสำหรับการใช้ชีวิตประจำวันโดยไม่ต้องชาร์จทุกวัน
จุดเด่นของ MG Urban
- ขนาดกำลังดีและคล่องตัวสูงสำหรับการใช้งานในเมือง
- พื้นที่ภายในและช่องเก็บของทำได้ดีเมื่อเทียบกับขนาดรถ
- ช่วงล่างนุ่มและนิ่งกว่าที่คาดเมื่อนำไปเดินทางไกล
- มอเตอร์ 160 แรงม้า แรงบิด 250 นิวตันเมตร เพียงพอกับการใช้งานทั่วไป
- ADAS Level 2 และระบบช่วยเปลี่ยนเลนทำงานได้ค่อนข้างฉลาด
- ระบบช่วยจอดมีทั้งในรถและควบคุมผ่าน Smartphone
- รุ่น Ultra ได้อุปกรณ์อำนวยความสะดวกค่อนข้างครบ
สิ่งที่ควรรู้ก่อนซื้อ
- ช่วงล่างหลังเป็น Torsion Beam ไม่ได้เน้นบุคลิกการขับสนุกแบบ MG4
- ระยะทาง 530 กม. เป็นตัวเลขตามมาตรฐาน NEDC การใช้งานจริงควรวางแผนเผื่อไว้
- Remote Auto Parking ต้องจัดตำแหน่งรถให้ระบบตรวจจับพื้นที่ได้ก่อน จึงไม่ได้ใช้งานง่ายทุกสถานการณ์
- ฟีเจอร์ ADAS มีจำนวนมาก ผู้ใช้ใหม่ควรศึกษาการทำงานก่อนใช้งานจริง
ราคา MG Urban
ปัจจุบัน MG Urban มีให้เลือก 3 รุ่นย่อย โดยราคาแนะนำตามเว็บไซต์ MG Thailand มีดังนี้
- MG Urban Standard 42.8 kWh ราคา 579,900 บาท
- MG Urban Max 53.9 kWh ราคา 649,900 บาท
- MG Urban Ultra 53.9 kWh ราคา 749,900 บาท
ราคาดังกล่าวอาจแตกต่างจากโปรโมชั่นในแต่ละช่วงเวลา แนะนำให้ตรวจสอบข้อเสนอปัจจุบันกับ MG อีกครั้งก่อนตัดสินใจซื้อ

สรุปหลังลอง MG Urban 5 วัน
หลังจากใช้ชีวิตกับ MG Urban Ultra เป็นเวลา 5 วัน สิ่งที่ชัดเจนคือรถคันนี้ทำหน้าที่เป็น “รถเมือง” ได้ดีตามชื่อ แต่ความสามารถไม่ได้จบอยู่แค่การขับไปทำงานหรือหาที่จอดตามห้าง
ขนาดตัวรถทำให้ลัดเลาะในเมืองง่าย วงเลี้ยวแคบ ขณะที่พื้นที่ภายในกลับใช้งานได้มากกว่าที่รูปลักษณ์ภายนอกทำให้คิด ช่วงล่างก็นุ่มพอสำหรับการเดินทางไกล และกำลัง 160 แรงม้าไม่ได้ทำให้รู้สึกว่าขาดเมื่อต้องเร่งแซงหรือขึ้นทางด่วน
สิ่งที่ทำให้รุ่น Ultra น่าสนใจเป็นพิเศษกลับเป็นเรื่องเทคโนโลยี ทั้ง ADAS Level 2, Auto Lane Change และชุดระบบช่วยจอดที่มีลูกเล่นเยอะ เพียงแต่เจ้าของต้องเรียนรู้วิธีใช้งานก่อน เพราะบางระบบ โดยเฉพาะ Remote Auto Parking ยังต้องการตำแหน่งและเงื่อนไขที่เหมาะสมจึงจะทำงานได้ ส่วนเรื่องระยะทาง จากการใช้จริง 300–400 กิโลเมตรทั้งในเมืองและออกต่างจังหวัดแล้วเตรียมชาร์จประมาณหนึ่งครั้ง สำหรับคนที่ไม่ได้ใช้รถหนักทุกวันถือว่าเพียงพอ และถ้ามีที่ชาร์จที่บ้านก็ยิ่งใช้ชีวิตง่ายขึ้น
ดังนั้นถ้าคุณกำลังมองหา EV ราคาไม่เกิน 8 แสนบาท ที่อยากได้มากกว่าคำว่า “รถไฟฟ้าราคาถูก” และให้ความสำคัญกับพื้นที่ใช้สอย ความคล่องตัว รวมถึงเทคโนโลยีช่วยขับและช่วยจอด MG Urban เป็นอีกคันที่ควรหาโอกาสไปทดลองขับด้วยตัวเอง เพราะจุดเด่นของรถคันนี้หลายอย่างจะเห็นชัดกว่าบนกระดาษเมื่อได้ลองใช้จริง
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี




