Active Learning ไม่ใช่แค่เรียนสนุก แต่ต้องฝึกเด็ก “คิดก่อนทำ” แก้ปัญหาเป็น และรับมือโลกจริงได้

Active Learning ไม่ใช่แค่เรียนสนุก แต่ต้องฝึกเด็ก “คิดก่อนทำ” แก้ปัญหาเป็น และรับมือโลกจริงได้

Active Learning ไม่ใช่แค่เรียนสนุก แต่ต้องฝึกเด็ก “คิดก่อนทำ” แก้ปัญหาเป็น และรับมือโลกจริงได้
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

เมื่อข้อมูลแทบทุกอย่างค้นหาได้จากอินเทอร์เน็ตและ AI สิ่งที่เด็กยุคนี้ต้องมีอาจไม่ใช่แค่การ “จำเก่ง” หรือทำข้อสอบได้ แต่คือความสามารถในการคิด วิเคราะห์ แยกแยะข้อมูล รวมถึงรู้ว่าจะจัดการกับตัวเองอย่างไรเมื่อเจอกับปัญหา ความกดดัน หรือความขัดแย้ง

นี่เป็นหนึ่งในแนวคิดสำคัญจากความร่วมมือระหว่าง สมาคมผู้บริหารโรงเรียนประถมศึกษาแห่งประเทศไทย (ส.บ.ท.) และ สถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว.) ที่ลงนาม MOU เพื่อขับเคลื่อนการเรียนรู้แบบ Active Learning ผ่านกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps ลงสู่ห้องเรียน

เป้าหมายไม่ได้อยู่แค่การเปลี่ยนวิธีสอนของครู แต่ต้องการให้เด็กสามารถ คิดเป็น แก้ปัญหาเป็น คิดก่อนทำ และอยู่ร่วมกับคนอื่นได้ ซึ่งเป็นทักษะที่นำไปใช้กับชีวิตจริงได้มากกว่าแค่ในห้องสอบ

545746_0_batch

Active Learning ไม่ใช่แค่ให้เด็กทำกิจกรรม

หลายคนอาจเข้าใจว่า Active Learning คือการเปลี่ยนจากการนั่งฟังครู มาเป็นการทำกิจกรรมหรือทำงานกลุ่มมากขึ้น แต่หัวใจของการเรียนรู้รูปแบบนี้ยังอยู่ที่กระบวนการคิดของเด็กด้วย

ดร.พิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) มองว่า Active Learning ไม่ควรหมายถึงเพียงการให้เด็กลงมือทำ แต่ต้องฝึกให้คิดอย่างเป็นระบบ มองเห็นเหตุและผล รวมถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับตัวเอง เพื่อน และสังคมก่อนตัดสินใจ

เพราะเมื่อออกจากห้องเรียน ปัญหาที่เด็กต้องเจอในชีวิตจริงส่วนใหญ่ไม่ได้มีตัวเลือก ก. ข. ค. ง. หรือมีเฉลยอยู่ท้ายหนังสือ

“Think Twice” คิดให้รอบก่อนลงมือทำ

อีกหนึ่งแนวคิดที่ถูกพูดถึงคือ “Think Twice” หรือการฝึกให้เด็กหยุดคิดและพิจารณาสิ่งที่จะเกิดขึ้นก่อนตัดสินใจ โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่มีอารมณ์เข้ามาเกี่ยวข้อง

ทักษะนี้มีความสำคัญเมื่อเด็กต้องเผชิญกับความขัดแย้ง ความโกรธ หรือสถานการณ์ที่อาจนำไปสู่ความรุนแรง หากสามารถหยุดคิดถึงเหตุผลและผลกระทบก่อนลงมือทำ ก็อาจช่วยให้เลือกวิธีจัดการปัญหาที่เหมาะสมกว่าเดิม

ขณะเดียวกัน ครูและผู้บริหารก็ต้องเป็นต้นแบบเรื่องการใช้เหตุผล คุณธรรม และการยับยั้งชั่งใจ โดยบทบาทของครูจะค่อยๆ เปลี่ยนจาก “คนบอกคำตอบ” มาเป็น “โค้ช” ที่ตั้งคำถามและช่วยให้เด็กค้นหาคำตอบด้วยตัวเอง

546396_0_batch

GPAS 5 Steps คืออะไร แล้วเด็กได้ฝึกอะไร?

หนึ่งในเครื่องมือที่นำมาใช้กับ Active Learning ครั้งนี้คือ GPAS 5 Steps ซึ่งเน้นกระบวนการคิดขั้นสูงอย่างเป็นระบบ เด็กไม่ได้เพียงรับข้อมูลจากครูแล้วจดจำ แต่จะได้ฝึกตั้งแต่การค้นหาข้อมูล วิเคราะห์ และสร้างความเข้าใจของตัวเอง

จากนั้นจึงนำความรู้ไปลงมือปฏิบัติ นำเสนอผลงาน แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้อื่น รวมถึงเรียนรู้ที่จะกำกับและประเมินการเรียนรู้ของตัวเอง

หัวใจจึงไม่ได้อยู่แค่ว่า “เด็กจำคำตอบได้หรือไม่” แต่เปลี่ยนเป็น “ถ้าเจอปัญหาที่ไม่เคยเจอมาก่อน เด็กจะหาคำตอบอย่างไร”

โลกไม่ขาดข้อมูล แต่เด็กต้องรู้ว่าอะไรควรเชื่อ

ทักษะนี้ยิ่งสำคัญขึ้นในยุคที่เด็กเข้าถึงข้อมูลได้ตลอดเวลา เพราะปัญหาไม่ได้อยู่ที่ “หาเรื่องนี้ไม่เจอ” เหมือนในอดีต แต่อาจกลายเป็นว่า ข้อมูลที่เจอนั้นจริงหรือไม่ และควรเชื่อแค่ไหน

ดร.ศักดิ์สิน โรจน์สราญรมย์ ประธานกรรมการบริหาร พว. อธิบายว่า GPAS 5 Steps มุ่งพัฒนากระบวนการคิดขั้นสูงและสร้างความแข็งแกร่งจากภายใน เพราะเด็กต้องเผชิญทั้งข้อมูล กระแสสังคม สิ่งยั่วยุ ความกดดัน และความผิดหวังที่สามารถเข้าถึงตัวได้อย่างรวดเร็ว

การศึกษาจึงต้องไปไกลกว่าการทำให้เด็ก “รู้มาก” แต่ควรช่วยให้เด็กรู้เท่าทัน คิดก่อนเชื่อ คิดก่อนทำ และตัดสินใจด้วยเหตุผล

เรียนแล้วต้องเอาความคิดไปสร้างอะไรต่อได้

อีกด้านหนึ่งของ Active Learning คือเด็กไม่จำเป็นต้องหยุดอยู่ที่การเรียนรู้และการแก้โจทย์เท่านั้น หากสามารถนำความรู้หลายด้านมารวมกันเพื่อสร้างผลงานหรือแก้ปัญหาใหม่ได้ ก็สามารถต่อยอดไปสู่การสร้างนวัตกรรมได้เช่นกัน

เลขาธิการ กพฐ. มองว่า หากกระบวนการเรียนรู้สามารถพาเด็กไปถึงจุดนี้ได้ เด็กจะไม่ได้เรียนเพื่อสอบอย่างเดียว แต่อาจนำแนวคิดไปสร้างผลงานที่ใช้งานจริง ต่อยอดเป็นธุรกิจ หรือพัฒนาไปสู่การจดสิทธิบัตรในอนาคตได้

 545748_0_batch

โจทย์ใหญ่คือทำอย่างไรให้เกิดขึ้นในห้องเรียนจริง

ดร.ปรพล แก้วชาติ นายกสมาคมผู้บริหารโรงเรียนประถมศึกษาแห่งประเทศไทย ระบุว่า ความร่วมมือครั้งนี้ต้องการทำให้องค์ความรู้ไม่หยุดอยู่ที่ระดับผู้บริหาร แต่ส่งต่อไปถึงครูและนักเรียนอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การวิเคราะห์หลักสูตร วางแผนการสอน ไปจนถึงการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning

สมาคมฯ มีเครือข่ายสมาชิกมากกว่า 10,000 โรงเรียน และตั้งเป้าขยายแนวทางดังกล่าวให้เข้าถึงโรงเรียนทุกขนาด โดยต้องปรับวิธีการให้เหมาะกับบริบทของแต่ละพื้นที่ ภายใต้แนวคิดไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

ห้องเรียนจึงอาจเป็นพื้นที่ “ซ้อมใช้ชีวิต”

ถ้ามองให้ไกลกว่าคะแนนสอบ Active Learning จึงมีโจทย์ใหญ่กว่าการทำให้ห้องเรียนสนุกขึ้น เพราะสิ่งที่เด็กกำลังฝึกคือกระบวนการตั้งคำถาม หาข้อมูล วิเคราะห์ ทดลอง แลกเปลี่ยนความคิดเห็น ยอมรับความเห็นที่แตกต่าง และทบทวนการตัดสินใจของตัวเอง

ทักษะเหล่านี้สามารถตามเด็กออกไปนอกห้องเรียนได้ ไม่ว่าจะเป็นการรับมือข่าวและข้อมูลบน Social Media การทำงานร่วมกับคนอื่น การจัดการความขัดแย้ง หรือแม้แต่การหยุดตัวเองก่อนตัดสินใจทำบางอย่างเพราะอารมณ์ชั่ววูบ

สุดท้ายแล้ว คำถามของการศึกษาอาจไม่ควรมีเพียงว่า “วันนี้เด็กเรียนอะไรไปบ้าง?” แต่ควรถามเพิ่มว่า “เมื่อเจอปัญหา เด็กคิดเป็นหรือไม่?” “เมื่อโกรธ เด็กหยุดคิดก่อนทำได้หรือไม่?” และ “เมื่อโลกเปลี่ยน เด็กสามารถตัดสินใจด้วยตัวเองได้แค่ไหน?”

เพราะถ้าห้องเรียนสามารถสร้างกระบวนการคิดเหล่านี้ได้จริง Active Learning ก็อาจไม่ได้ช่วยแค่ให้เด็กเรียนดีขึ้น แต่ยังช่วยสร้าง “ภูมิคุ้มกันทางความคิด” ที่เด็กสามารถนำติดตัวไปใช้กับชีวิตจริงได้ด้วย

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
ตั้ง Sanook เป็นข่าวโปรดบน Google
กำลังโหลดข้อมูล