3 พระจอม จับมือเปิด “พระจอมเกล้าศึกษา” เชื่อมประวัติศาสตร์ วิทยาศาสตร์ สู่คนรุ่นใหม่

3 พระจอม จับมือเปิด “พระจอมเกล้าศึกษา” เชื่อมประวัติศาสตร์ วิทยาศาสตร์ สู่คนรุ่นใหม่

3 พระจอม จับมือเปิด “พระจอมเกล้าศึกษา” เชื่อมประวัติศาสตร์ วิทยาศาสตร์ สู่คนรุ่นใหม่
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

เมื่อพูดถึง “สามพระจอม” หลายคนน่าจะนึกถึง 3 สถาบันอุดมศึกษาสายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีชื่อดังของไทย ได้แก่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.), มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) และสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ซึ่งล่าสุดทั้ง 3 สถาบันได้กลับมาร่วมมือกันในอีกมิติ ผ่านการต่อยอดองค์ความรู้ในโครงการ “พระจอมเกล้าศึกษา”

ความน่าสนใจของโครงการนี้ไม่ได้อยู่แค่การศึกษาประวัติศาสตร์ แต่ต้องการนำเรื่องราว พระราชกรณียกิจ และพระอัจฉริยภาพของ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 มาเชื่อมโยงกับการเรียนรู้ในปัจจุบัน โดยเฉพาะเรื่องวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การศึกษา และแนวคิดสมัยใหม่ ซึ่งเป็นศาสตร์ที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับรากฐานของทั้งสามสถาบัน

02(3)_batch

ทำไม “สามพระจอม” ถึงมาร่วมมือกัน?

ทั้ง มจพ. มจธ. และ สจล. มีความผูกพันร่วมกันจากการได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ใช้พระนาม “พระจอมเกล้า” รวมถึงพระมหามงกุฎเป็นตราสัญลักษณ์ของสถาบัน การร่วมมือครั้งนี้จึงเป็นการนำข้อมูล ทรัพยากร และประสบการณ์ที่แต่ละมหาวิทยาลัยสะสมไว้มาเชื่อมโยงกัน

เป้าหมายคือทำให้องค์ความรู้เกี่ยวกับรัชกาลที่ 4 ครอบคลุมมากกว่าเรื่องพระราชประวัติ แต่ขยายไปถึงพระราชดำริ ประวัติศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการเปลี่ยนแปลงของประเทศไทยในยุคนั้น เพื่อให้สามารถนำไปใช้ในการศึกษาและค้นคว้าต่อได้

10_0_batch

แต่ละมหาวิทยาลัยมีองค์ความรู้อะไรอยู่แล้ว?

หนึ่งในสถาบันที่ดำเนินงานด้านนี้มาเป็นเวลานานคือ สจล. ซึ่งเริ่มศึกษาพระราชประวัติและพระราชกรณียกิจมาตั้งแต่ พ.ศ. 2538 ก่อนพัฒนาสู่ “หอเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว” ที่รวบรวมทั้งหนังสือหายาก เอกสารประวัติศาสตร์ ภาพถ่าย หุ่นจำลอง และสื่อประสม

เนื้อหาภายในไม่ได้มีเฉพาะประวัติศาสตร์ทั่วไป แต่ครอบคลุมตั้งแต่ดาราศาสตร์ การถ่ายภาพ การต่างประเทศ การคมนาคม ศิลปกรรม ไปจนถึงเหรียญและเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ขณะที่ในปี พ.ศ. 2567 สจล. ยังได้พัฒนาห้องเทิดพระเกียรติฯ และจัดทำหนังสือด้านดาราศาสตร์เพิ่มเติม

ด้าน มจธ. หรือบางมด มี “โครงการพระจอมเกล้าศึกษา” สำหรับศึกษา ค้นคว้า และเผยแพร่องค์ความรู้เกี่ยวกับรัชกาลที่ 4 ในมิติต่าง ๆ ส่วน มจพ. มีนิทรรศการหอจดหมายเหตุพระจอมเกล้าและหอเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งรวบรวมหลักฐานและองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับพระองค์

จากเรื่องในประวัติศาสตร์ สู่ “องค์ความรู้ที่มีชีวิต”

ประเด็นสำคัญที่ทั้งสามสถาบันต้องการผลักดัน คือการทำให้เรื่องราวเหล่านี้ไม่ได้หยุดอยู่เพียงในตำราหรือห้องนิทรรศการ แต่สามารถนำมาใช้เป็นแหล่งเรียนรู้สำหรับนักศึกษา เยาวชน นักวิจัย และคนที่สนใจได้จริง

รองศาสตราจารย์ ดร.คมสัน มาลีสี อธิการบดี สจล. อธิบายแนวคิดนี้ว่า ต้องการให้เรื่องราวของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวกลายเป็น “องค์ความรู้ที่มีชีวิต” ซึ่งคนรุ่นใหม่สามารถศึกษา ค้นคว้า และนำไปต่อยอดกับโลกปัจจุบัน โดยเฉพาะด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม

ขณะที่ รองศาสตราจารย์ ดร.สุวิทย์ แซ่เตีย อธิการบดี มจธ. มองว่าการรวบรวมข้อมูลจากแหล่งที่น่าเชื่อถือและเชื่อมโยงองค์ความรู้ด้านประวัติศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี จะสามารถต่อยอดไปสู่การศึกษาและงานวิจัยในอนาคตได้

ด้าน ศาสตราจารย์ ดร.สมฤกษ์ จันทรอัมพร รองอธิการบดีฝ่ายวิจัย มจพ. เน้นถึงการเปิดโอกาสให้นักศึกษาและคนรุ่นใหม่เข้ามามีส่วนร่วม ผ่านกิจกรรมการเรียนรู้ในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อเชื่อมเรื่องราวในอดีตเข้ากับปัจจุบัน และสร้างแรงบันดาลใจในการเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม

08(1)_batch

กิจกรรมครั้งนี้มีอะไรบ้าง?

สำหรับกิจกรรมเทิดพระเกียรติ “พระสยามเทวมหามกุฏวิทยมหาราช มหาบุรุษแห่งชาติ” มีทั้งการเยี่ยมชมนิทรรศการ “พระจอมเกล้าศึกษา” และการประกาศความร่วมมือระหว่างผู้บริหารของทั้งสามสถาบัน

นอกจากนี้ยังมีวงเสวนาในหัวข้อเดียวกับชื่องาน โดยผู้ทรงคุณวุฒิร่วมถ่ายทอดเรื่องราวเกี่ยวกับพระราชประวัติ พระราชกรณียกิจ และพระอัจฉริยภาพในหลากหลายมิติ กิจกรรมจัดขึ้น ณ อาคารหอพระราชประวัติพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระสยามเทวมหามกุฏวิทยมหาราช สจล.

มากกว่าการเรียนประวัติศาสตร์ คือการเข้าใจที่มาของวิทยาศาสตร์ไทย

สำหรับนักศึกษาและคนรุ่นใหม่ “พระจอมเกล้าศึกษา” จึงอาจเป็นอีกวิธีในการมองประวัติศาสตร์ต่างออกไป เพราะแทนที่จะจำเพียงเหตุการณ์หรือปี พ.ศ. เราสามารถย้อนกลับไปดูได้ว่า แนวคิดด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การศึกษา และการเปิดรับองค์ความรู้จากต่างประเทศในอดีต มีส่วนเชื่อมโยงกับการพัฒนาประเทศไทยในเวลาต่อมาอย่างไร

และเมื่อทั้งสามพระจอมนำคลังความรู้ของตัวเองมาเชื่อมต่อกัน สิ่งที่น่าติดตามหลังจากนี้คือองค์ความรู้เหล่านี้จะถูกพัฒนาไปสู่กิจกรรม แหล่งเรียนรู้ หรืองานวิจัยรูปแบบใหม่อย่างไร เพื่อทำให้ประวัติศาสตร์ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องที่ต้อง “เรียน” แต่กลายเป็นสิ่งที่คนรุ่นใหม่สามารถนำมาตั้งคำถาม ค้นคว้า และต่อยอดได้จริง

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
ตั้ง Sanook เป็นข่าวโปรดบน Google
กำลังโหลดข้อมูล