ไม่ดื่มน้ำเปล่า แต่ดื่ม "น้ำอื่น" แทนทุกวัน ร่างกายจะเป็นอย่างไร? เสี่ยงโรคอะไรบ้าง

ไม่ดื่มน้ำเปล่า แต่ชอบดื่มน้ำหวาน ชา กาแฟ แทนทุกวัน นานๆ เข้าร่างกายจะเป็นอย่างไร เสี่ยงป่วยโรคอะไรบ้าง?
บางคนแทบไม่แตะน้ำเปล่าเลยตลอดทั้งวัน แต่เลือกดื่มน้ำอัดลม ชานม กาแฟปรุงหวาน น้ำผลไม้ เครื่องดื่มชูกำลัง หรือน้ำแต่งรสแทน เพราะรู้สึกสดชื่นและดื่มง่ายกว่า พฤติกรรมนี้อาจดูเหมือนไม่มีปัญหา เนื่องจากเครื่องดื่มทุกชนิดก็มีน้ำเป็นส่วนประกอบเหมือนกัน
ความจริงคือ เครื่องดื่มหลายชนิดสามารถช่วยเติมของเหลวให้ร่างกายได้ จึงไม่ได้หมายความว่าคนไม่ดื่มน้ำเปล่าจะต้องขาดน้ำเสมอไป แต่หากใช้เครื่องดื่มที่มีน้ำตาล คาเฟอีน โซเดียม หรือแอลกอฮอล์แทนน้ำเป็นประจำ ร่างกายจะได้รับสิ่งเหล่านี้สะสมไปพร้อมกับน้ำ และอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคเรื้อรังโดยไม่รู้ตัว

ไม่ดื่มน้ำเปล่า แปลว่าร่างกายขาดน้ำเสมอไปหรือไม่?
คำตอบคือ ไม่เสมอไป เพราะชา กาแฟไม่หวาน นม เครื่องดื่มปราศจากน้ำตาล ซุป รวมถึงน้ำจากผักและผลไม้ ล้วนมีส่วนช่วยเติมของเหลวให้ร่างกายได้ NHS ระบุว่า น้ำเปล่า นมไขมันต่ำ และเครื่องดื่มปราศจากน้ำตาล รวมถึงชาและกาแฟ สามารถนับรวมในปริมาณของเหลวที่ได้รับแต่ละวัน
อย่างไรก็ตาม การได้รับ “น้ำเพียงพอ” กับการเลือก “เครื่องดื่มที่ดีต่อสุขภาพ” เป็นคนละเรื่องกัน คนที่ดื่มชานมหวานวันละหลายแก้วอาจไม่ได้ขาดน้ำ แต่กำลังได้รับน้ำตาล โซเดียม และพลังงานส่วนเกิน ขณะที่คนที่ดื่มกาแฟเข้มข้นหรือเครื่องดื่มชูกำลังมากเกินไป อาจได้รับคาเฟอีนจนรบกวนการนอนและการทำงานของหัวใจ
น้ำเปล่าจึงยังเป็นตัวเลือกหลักที่เหมาะที่สุด เพราะช่วยเติมน้ำโดยไม่เพิ่มน้ำตาล พลังงาน คาเฟอีน โซเดียม หรือสารอื่นที่ร่างกายไม่จำเป็นต้องได้รับเพิ่มในแต่ละวัน
หากได้รับของเหลวไม่พอ ร่างกายจะส่งสัญญาณอย่างไร?
คนที่ไม่ดื่มน้ำเปล่าและดื่มเครื่องดื่มอื่นในปริมาณไม่เพียงพอ อาจเริ่มมีอาการปากแห้ง กระหายน้ำ ปัสสาวะน้อยหรือสีเข้ม ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย สมาธิลดลง และหน้ามืดเวลาลุกขึ้น อาการเหล่านี้เป็นสัญญาณว่าร่างกายอาจสูญเสียน้ำมากกว่าที่ได้รับเข้าไป
เมื่อภาวะขาดน้ำรุนแรงขึ้น อาจทำให้หัวใจเต้นเร็ว ความดันโลหิตลดลง สับสน เป็นลม หรือเกิดความผิดปกติของเกลือแร่ได้ ความเสี่ยงจะสูงขึ้นในวันที่อากาศร้อน ขณะออกกำลังกายหนัก มีไข้ ท้องเสีย อาเจียน หรืออยู่ในกลุ่มผู้สูงอายุและเด็กเล็ก
ดื่มน้ำหวานแทนน้ำเปล่า เสี่ยงโรคอะไรบ้าง?
1. น้ำหนักเกินและโรคอ้วน
น้ำอัดลม ชานม กาแฟปรุงหวาน และน้ำผลไม้เติมน้ำตาลให้พลังงานค่อนข้างสูง แต่ของเหลวอาจทำให้อิ่มได้ไม่นานเท่าอาหารที่ต้องเคี้ยว หลายคนจึงดื่มพลังงานเข้าไปโดยไม่ได้ลดอาหารมื้ออื่นลง ทำให้ได้รับพลังงานเกินความต้องการอย่างต่อเนื่อง
เมื่อพลังงานส่วนเกินสะสม ร่างกายจะเปลี่ยนไปเก็บเป็นไขมัน ส่งผลให้น้ำหนักและรอบเอวเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะผู้ที่ดื่มน้ำหวานวันละหลายแก้วและมีกิจกรรมทางกายน้อย ปัญหาไม่ได้เกิดจากการดื่มเพียงครั้งเดียว แต่เกิดจากปริมาณและความถี่ที่สะสมเป็นเวลานาน
2. เบาหวานชนิดที่ 2
เครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูงสามารถทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว หากดื่มบ่อยพร้อมกับมีน้ำหนักเกิน ไขมันสะสมบริเวณช่องท้อง หรือมีประวัติครอบครัวเป็นเบาหวาน ความเสี่ยงต่อภาวะดื้ออินซูลินและโรคเบาหวานชนิดที่ 2 จะยิ่งเพิ่มขึ้น
ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐอเมริกา หรือ CDC ระบุว่า การดื่มเครื่องดื่มเติมน้ำตาลเป็นประจำสัมพันธ์กับน้ำหนักเพิ่ม โรคอ้วน และเบาหวานชนิดที่ 2 ดังนั้น แม้เครื่องดื่มเหล่านี้จะช่วยดับกระหายได้ แต่ไม่ควรใช้แทนน้ำเปล่าเป็นหลักตลอดวัน
3. ไขมันพอกตับและไขมันในเลือดผิดปกติ
น้ำตาลที่ได้รับเกินความต้องการ โดยเฉพาะจากเครื่องดื่มที่ดื่มได้รวดเร็ว อาจถูกนำไปสร้างไขมันที่ตับ เมื่อเกิดซ้ำต่อเนื่องอาจสัมพันธ์กับภาวะไขมันพอกตับที่ไม่ได้เกิดจากแอลกอฮอล์ รวมถึงระดับไตรกลีเซอไรด์ที่สูงขึ้น
ในระยะแรก ผู้มีไขมันพอกตับอาจไม่มีอาการชัดเจน จึงมักตรวจพบจากการตรวจสุขภาพหรือผลเลือด การลดน้ำหวาน ควบคุมน้ำหนัก และเพิ่มกิจกรรมทางกาย เป็นส่วนสำคัญของการลดความเสี่ยงดังกล่าว
4. โรคหัวใจและหลอดเลือด
การดื่มเครื่องดื่มน้ำตาลสูงบ่อย ๆ ไม่ได้ทำให้หลอดเลือดอุดตันทันที แต่มีความสัมพันธ์กับปัจจัยเสี่ยงหลายอย่าง เช่น โรคอ้วน เบาหวาน ไตรกลีเซอไรด์สูง และความดันโลหิตสูง ปัจจัยเหล่านี้เมื่อเกิดร่วมกันอาจเพิ่มโอกาสเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดในระยะยาว
CDC ระบุว่า ผู้ใหญ่ที่ดื่มเครื่องดื่มเติมน้ำตาลเป็นประจำมีแนวโน้มพบปัญหาสุขภาพ รวมถึงโรคหัวใจมากขึ้น การเปลี่ยนน้ำหวานเพียงบางแก้วเป็นน้ำเปล่าจึงช่วยลดทั้งน้ำตาลและพลังงานโดยไม่ต้องปรับอาหารทั้งชีวิตในครั้งเดียว
5. ฟันผุและการสึกกร่อนของเคลือบฟัน
น้ำตาลในเครื่องดื่มเป็นอาหารของแบคทีเรียในช่องปาก ซึ่งจะสร้างกรดที่ทำลายเคลือบฟัน หากจิบน้ำหวานตลอดวัน ฟันจะสัมผัสน้ำตาลและกรดซ้ำ ๆ ทำให้ความเสี่ยงฟันผุสูงกว่าการดื่มพร้อมมื้ออาหารแล้วจบในครั้งเดียว
เครื่องดื่มบางชนิด เช่น น้ำอัดลม น้ำผลไม้ และเครื่องดื่มชูกำลัง ยังมีความเป็นกรดที่อาจทำให้เคลือบฟันสึกได้ แม้จะเลือกสูตรไม่มีน้ำตาลก็ตาม หลังดื่มควรบ้วนปากด้วยน้ำเปล่า และไม่ควรแปรงฟันทันทีหลังดื่มเครื่องดื่มที่มีความเป็นกรดสูง
6. โรคเกาต์และกรดยูริกสูง
เครื่องดื่มที่มีน้ำตาลหรือฟรักโทสสูงอาจกระตุ้นการสร้างกรดยูริกในร่างกาย เมื่อดื่มเป็นประจำจึงอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะกรดยูริกสูงและโรคเกาต์ โดยเฉพาะผู้ที่มีน้ำหนักเกิน โรคไต หรือมีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคนี้
อย่างไรก็ตาม เกาต์มีปัจจัยเกี่ยวข้องหลายด้าน ทั้งพันธุกรรม การทำงานของไต แอลกอฮอล์ อาหาร และยาบางชนิด การดื่มน้ำหวานจึงไม่ใช่สาเหตุเดียว แต่เป็นหนึ่งในพฤติกรรมที่สามารถปรับลดได้
7. นิ่วในไต
หากปริมาณของเหลวรวมที่ได้รับไม่เพียงพอ ปัสสาวะจะมีความเข้มข้นมากขึ้น ทำให้แร่ธาตุและสารบางชนิดตกผลึกเป็นนิ่วได้ง่าย NIDDK ระบุว่า การดื่มของเหลวให้เพียงพอ โดยเน้นน้ำเปล่า เป็นหนึ่งในมาตรการที่สำคัญที่สุดสำหรับการป้องกันนิ่วในไต
ชา กาแฟ และเครื่องดื่มบางชนิดอาจนับรวมเป็นของเหลวได้ แต่ชนิดของนิ่วและภาวะสุขภาพของแต่ละคนแตกต่างกัน ผู้ที่เคยเป็นนิ่วจึงควรปรึกษาแพทย์ว่าเหมาะกับปริมาณน้ำและอาหารแบบใด ไม่ควรใช้คำแนะนำทั่วไปแทนแผนรักษาเฉพาะบุคคล
8. ท้องผูกและปัญหาการขับถ่าย
น้ำช่วยให้อุจจาระมีความนุ่มและเคลื่อนผ่านลำไส้ได้ง่าย หากได้รับของเหลวน้อยร่วมกับกินใยอาหารไม่เพียงพอ อุจจาระอาจแข็ง ถ่ายลำบาก และต้องออกแรงเบ่งมากขึ้น ซึ่งอาจทำให้ริดสีดวงทวารกำเริบได้
อย่างไรก็ตาม การเพิ่มน้ำเพียงอย่างเดียวอาจไม่แก้ท้องผูกทุกกรณี เพราะอาการยังเกี่ยวข้องกับใยอาหาร การเคลื่อนไหวร่างกาย ยาบางชนิด และโรคประจำตัว หากท้องผูกเรื้อรัง ถ่ายเป็นเลือด ปวดท้องต่อเนื่อง หรือน้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ ควรไปพบแพทย์
9. ไตบาดเจ็บเฉียบพลันเมื่อขาดน้ำรุนแรง
เมื่อร่างกายขาดน้ำมาก ปริมาตรเลือดจะลดลงและเลือดอาจไปเลี้ยงไตไม่เพียงพอ ทำให้เกิดภาวะไตบาดเจ็บเฉียบพลันได้ ความเสี่ยงเพิ่มขึ้นในผู้สูงอายุ ผู้ป่วยที่ท้องเสียหรืออาเจียนรุนแรง และผู้ที่ใช้ยาบางชนิดซึ่งกระทบการทำงานของไต
แต่ไม่ควรสรุปว่าการไม่ดื่มน้ำเปล่าเพียงอย่างเดียวทำให้ทุกคนเป็นโรคไตเรื้อรัง เพราะโรคไตเรื้อรังยังมีสาเหตุสำคัญจากเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคไตเดิม และปัจจัยอื่น สิ่งที่ต้องพิจารณาคือร่างกายได้รับของเหลวรวมเพียงพอหรือไม่ และเครื่องดื่มที่เลือกสร้างภาระอื่นตามมาหรือเปล่า
ชาและกาแฟทำให้ร่างกายขาดน้ำจริงหรือไม่?
ชาและกาแฟมีน้ำเป็นส่วนประกอบ จึงสามารถนับเป็นส่วนหนึ่งของของเหลวที่ได้รับในแต่ละวันได้ คาเฟอีนมีฤทธิ์เพิ่มการขับปัสสาวะเล็กน้อย แต่การดื่มในปริมาณทั่วไปไม่ได้ขับน้ำออกมากจนหักล้างน้ำทั้งหมดในเครื่องดื่มแก้วนั้น
ปัญหามักเกิดเมื่อดื่มกาแฟหรือชาที่เติมน้ำตาล ครีมเทียม และไซรัปจำนวนมาก หรือได้รับคาเฟอีนสูงจนใจสั่น นอนไม่หลับ วิตกกังวล หรือปัสสาวะบ่อย ผู้ที่ไวต่อคาเฟอีน หญิงตั้งครรภ์ และผู้มีโรคหัวใจบางชนิดควรระวังเป็นพิเศษ

น้ำไม่มีน้ำตาลหรือน้ำแต่งรส ใช้แทนน้ำเปล่าได้ไหม?
เครื่องดื่มปราศจากน้ำตาลสามารถช่วยเติมน้ำและเป็นตัวเลือกช่วงเปลี่ยนพฤติกรรมสำหรับคนที่ไม่ชอบรสน้ำเปล่าได้ แต่ควรอ่านฉลากว่ามีคาเฟอีน โซเดียม หรือส่วนผสมอื่นมากเพียงใด รวมทั้งไม่ควรใช้เป็นเหตุผลให้ดื่มเครื่องดื่มรสหวานตลอดทั้งวัน
น้ำโซดาที่ไม่เติมน้ำตาลสามารถช่วยเติมน้ำได้เช่นกัน แต่ความซ่าอาจทำให้บางคนท้องอืดหรือเรอมากขึ้น ส่วนผู้ที่มีปัญหาฟันควรระวังเครื่องดื่มแต่งรสที่เติมกรด แม้ไม่มีน้ำตาล เพราะอาจมีผลต่อเคลือบฟันเมื่อจิบบ่อย
น้ำผลไม้และสมูทตีถือว่าดีกว่าน้ำหวานหรือไม่?
น้ำผลไม้มีวิตามินบางชนิดและสามารถนับรวมเป็นของเหลวได้ แต่ยังมีน้ำตาลอิสระและมีใยอาหารน้อยกว่าการกินผลไม้ทั้งลูก เมื่อดื่มปริมาณมากจึงได้รับน้ำตาลและพลังงานเพิ่มขึ้นได้ง่าย
NHS แนะนำให้จำกัดน้ำผลไม้และสมูทตีรวมกันไม่เกินประมาณ 150 มิลลิลิตรต่อวัน และควรดื่มพร้อมมื้ออาหาร สำหรับการเติมน้ำระหว่างวัน น้ำเปล่ายังคงเป็นตัวเลือกที่เหมาะกว่า

เครื่องดื่มเกลือแร่ควรใช้แทนน้ำทุกวันหรือไม่?
เครื่องดื่มเกลือแร่เหมาะกับบางสถานการณ์ เช่น ออกกำลังกายหนักต่อเนื่อง เสียเหงื่อมาก หรือมีการสูญเสียน้ำและเกลือแร่จากอาการเจ็บป่วย แต่คนทั่วไปที่ทำกิจกรรมตามปกติไม่ได้จำเป็นต้องดื่มแทนน้ำทุกวัน
เครื่องดื่มประเภทนี้บางสูตรมีน้ำตาลและโซเดียม หากดื่มเป็นประจำโดยไม่มีความจำเป็นอาจเพิ่มพลังงานหรือโซเดียมในอาหารโดยไม่รู้ตัว ส่วนผู้ที่ท้องเสียควรเลือกสารละลายน้ำตาลเกลือแร่ชนิดสำหรับท้องเสีย หรือ ORS ตามคำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกร ไม่ควรใช้เครื่องดื่มกีฬาทดแทนโดยอัตโนมัติ
แอลกอฮอล์ใช้เติมน้ำให้ร่างกายได้หรือไม่?
แม้เครื่องดื่มแอลกอฮอล์จะมีน้ำเป็นส่วนประกอบ แต่ไม่ควรใช้แทนน้ำเปล่า แอลกอฮอล์รบกวนการทำงานของฮอร์โมนวาโซเพรสซินที่ช่วยให้ไตกักเก็บน้ำ จึงทำให้ปัสสาวะเพิ่มขึ้นและอาจทำให้เกิดภาวะขาดน้ำได้ โดยเฉพาะเมื่อดื่มในอากาศร้อนหรือหลังออกกำลังกาย
นอกจากนี้ การดื่มแอลกอฮอล์ยังเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคตับ มะเร็งบางชนิด ความดันโลหิตสูง และผลกระทบต่อสมอง จึงไม่มีเหตุผลด้านสุขภาพที่ควรใช้แอลกอฮอล์เป็นเครื่องดื่มเติมน้ำ
ดื่มน้ำน้อยทำให้ “เลือดหนืด” จริงไหม?
เมื่อร่างกายขาดน้ำ ปริมาณพลาสมาในเลือดอาจลดลง ทำให้เลือดมีความเข้มข้นขึ้นชั่วคราว แต่ไม่ควรเหมารวมว่าเป็น “โรคเลือดหนืด” หรือสรุปว่าการดื่มน้ำน้อยจะทำให้หลอดเลือดอุดตันและเกิดอัมพาตโดยตรงในทุกคน
การเกิดลิ่มเลือดมีปัจจัยเกี่ยวข้องหลายอย่าง เช่น อายุ การสูบบุหรี่ โรคอ้วน มะเร็ง การไม่เคลื่อนไหวเป็นเวลานาน ยาบางชนิด และความผิดปกติของระบบแข็งตัวของเลือด การดื่มน้ำอย่างเพียงพอเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลสุขภาพ แต่ไม่สามารถใช้ป้องกันหรือรักษาลิ่มเลือดแทนการรักษาทางการแพทย์ได้
ควรดื่มน้ำวันละเท่าไร?
ไม่มีปริมาณเดียวที่เหมาะกับทุกคน เพราะความต้องการของเหลวขึ้นอยู่กับขนาดร่างกาย อาหาร อุณหภูมิ การออกกำลังกาย การตั้งครรภ์ การให้นมบุตร และภาวะสุขภาพ แนวทางทั่วไปของ NHS แนะนำให้ดื่มของเหลวประมาณ 6–8 แก้วต่อวัน โดยอาจต้องเพิ่มขึ้นในวันที่อากาศร้อน ออกกำลังกาย หรือกำลังเจ็บป่วย
วิธีประเมินเบื้องต้นคือสังเกตว่าปัสสาวะควรเป็นสีเหลืองอ่อน ไม่มีกลิ่นเข้มผิดปกติ และปัสสาวะได้สม่ำเสมอ อย่างไรก็ตาม สีปัสสาวะอาจเปลี่ยนจากวิตามิน ยา และอาหารบางชนิด จึงไม่ใช่เครื่องมือวินิจฉัยที่แม่นยำเพียงอย่างเดียว
ผู้ที่เป็นโรคไตระยะรุนแรง โรคหัวใจล้มเหลว โรคตับ หรือได้รับคำสั่งจำกัดน้ำจากแพทย์ ไม่ควรเพิ่มปริมาณน้ำด้วยตนเอง เพราะการดื่มมากเกินไปอาจเป็นอันตรายได้ ควรยึดปริมาณที่ทีมรักษากำหนดเป็นหลัก
อยากลดน้ำหวาน ควรเริ่มอย่างไรไม่ให้ทรมาน?
เริ่มจากสลับทีละแก้ว หากปกติดื่มน้ำหวานวันละสามแก้ว ลองเปลี่ยนหนึ่งแก้วเป็นน้ำเปล่าก่อน แล้วค่อยเพิ่มจำนวนเมื่อเริ่มคุ้น ไม่จำเป็นต้องหักดิบภายในวันเดียว เพราะการปรับรสชาติอย่างค่อยเป็นค่อยไปมักทำต่อเนื่องได้ง่ายกว่า
ค่อย ๆ ลดระดับความหวาน จากหวานปกติเปลี่ยนเป็นหวานน้อย จากนั้นจึงเลือกไม่เติมน้ำตาล โดยเฉพาะกาแฟ ชา และนมธัญพืช ควรอ่านฉลากเพื่อดูปริมาณน้ำตาลต่อหนึ่งหน่วยบริโภค ไม่ใช่ดูเพียงคำว่า “ไขมันต่ำ” หรือ “เพื่อสุขภาพ” บนบรรจุภัณฑ์
เพิ่มรสชาติให้น้ำเปล่าแบบไม่เติมน้ำตาล อาจใส่มะนาว แตงกวา ใบสะระแหน่ หรือผลไม้สดเล็กน้อย รวมถึงเลือกน้ำเย็นหรือน้ำอุณหภูมิห้องตามที่ดื่มง่าย การใช้ขวดน้ำที่พกสะดวกและวางไว้ในจุดที่มองเห็นจะช่วยให้จิบน้ำได้สม่ำเสมอขึ้น
ดื่มน้ำคู่กับกิจวัตรประจำวัน เช่น หลังตื่นนอน พร้อมมื้ออาหาร หลังเข้าห้องน้ำ และก่อนออกจากบ้าน วิธีนี้ช่วยสร้างความเคยชินได้ดีกว่ารอให้กระหายน้ำมากแล้วจึงดื่มรวดเดียว
อาการแบบไหนควรรีบพบแพทย์?
ควรไปพบแพทย์หากมีอาการสับสน ซึมมาก เป็นลม หัวใจเต้นเร็วผิดปกติ หายใจเร็ว ปัสสาวะน้อยมากหรือไม่ปัสสาวะหลายชั่วโมง รวมถึงอาเจียนหรือท้องเสียจนดื่มน้ำไม่ได้ อาการเหล่านี้อาจบ่งถึงภาวะขาดน้ำรุนแรงหรือความผิดปกติอื่นที่ต้องได้รับการประเมินทันที
ผู้ที่กระหายน้ำและปัสสาวะบ่อยผิดปกติ แม้ดื่มน้ำจำนวนมากแล้วก็ตาม ก็ควรตรวจสุขภาพ เพราะอาจเกี่ยวข้องกับเบาหวาน ความผิดปกติของฮอร์โมน หรือโรคอื่น ไม่ควรแก้ด้วยการเพิ่มน้ำหวานหรือเครื่องดื่มเกลือแร่เอง
สรุป ไม่ดื่มน้ำเปล่าไม่ได้น่ากลัวเท่ากับเลือกเครื่องดื่มผิดทุกวัน
เครื่องดื่มหลายชนิดสามารถช่วยเติมของเหลวให้ร่างกายได้ ดังนั้นคนที่ไม่ดื่มน้ำเปล่าไม่ได้หมายความว่าจะขาดน้ำทุกคน แต่หากเครื่องดื่มหลักคือน้ำอัดลม ชานม กาแฟหวาน น้ำผลไม้เติมน้ำตาล เครื่องดื่มชูกำลัง หรือแอลกอฮอล์ ร่างกายจะได้รับน้ำพร้อมกับน้ำตาล พลังงาน คาเฟอีน หรือโซเดียมส่วนเกิน
เมื่อพฤติกรรมนี้ดำเนินต่อเนื่อง อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อน้ำหนักเกิน เบาหวาน ไขมันพอกตับ โรคหัวใจ เกาต์ ฟันผุ และปัญหาอื่น ขณะเดียวกัน หากปริมาณของเหลวรวมยังไม่เพียงพอ ก็อาจเกิดท้องผูก นิ่วในไต และภาวะขาดน้ำได้
ทางเลือกที่เหมาะสมจึงไม่ใช่การห้ามเครื่องดื่มทุกชนิด แต่ควรให้น้ำเปล่าเป็นเครื่องดื่มหลัก และให้เครื่องดื่มอื่นเป็นเพียงส่วนเสริม การเปลี่ยนเพียงวันละหนึ่งหรือสองแก้วอาจดูเป็นเรื่องเล็ก แต่ช่วยลดน้ำตาลและพลังงานสะสมได้มากเมื่อทำต่อเนื่องในระยะยาว
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี

