เปิดตัว "Meta AI" แอป AI แยกที่ใช้ได้ครบ กับพลัง LIama 4
Sanook//s.isanook.com/sr/0/images/logo-new-sanook.png60060
//s.isanook.com/hi/0/ud/322/1612447/meta-ai-th.jpgเปิดตัว "Meta AI" แอป AI แยกที่ใช้ได้ครบ กับพลัง LIama 4

เปิดตัว "Meta AI" แอป AI แยกที่ใช้ได้ครบ กับพลัง LIama 4

แชร์เรื่องนี้
google ตั้ง Sanook เป็นข่าวโปรดบน Google

Meta บริษัทแม่ของ Facebook ได้เปิดตัว Meta AI แอปพลิเคชัน AI แบบสแตนด์อโลนตัวแรกของบริษัท โดยก่อนหน้านี้ Meta AI ได้ถูกรวมเข้ากับแพลตฟอร์มต่างๆ ของ Meta อย่าง Instagram, WhatsApp, Messenger และ Facebook แล้ว แต่ล่าสุดได้มีการเปิดตัวในรูปแบบแอปพลิเคชันเฉพาะ

แอป Meta AI สร้างขึ้นบนพื้นฐานของโมเดลภาษาขนาดใหญ่ Llama 4 โดย Meta ระบุว่าแอปนี้เป็นก้าวแรกสู่การสร้าง AI ที่มีความเป็นส่วนตัวมากขึ้น และออกแบบมาเน้นการสนทนาด้วยเสียง เมื่อดาวน์โหลดแอป Meta AI แล้ว ระบบจะถามคำถามส่วนตัวเพื่อทำความเข้าใจผู้ใช้งาน ซึ่ง Meta อ้างว่าจะช่วยให้ AI สามารถให้คำตอบที่ "เป็นประโยชน์มากขึ้น" Meta AI ถูกออกแบบมาให้ "พูดคุยได้ง่าย" และมีปฏิสัมพันธ์ที่เป็นธรรมชาติ

 meta-ai-app

ฟีเจอร์สนทนาด้วยเสียงของ Meta AI สามารถใช้งานในเบื้องหลังขณะทำงานหลายอย่างพร้อมกันได้ ทำให้ผู้ใช้งานสามารถใช้แอปพลิเคชันอื่นๆ ไปพร้อมกับการสนทนากับ AI ได้อย่างต่อเนื่อง การสนทนาด้วยเสียงจะให้ความรู้สึกเป็นส่วนตัว เกี่ยวข้องกับบริบท และมีโทนที่เป็นกันเอง ฟีเจอร์นี้เปิดให้ใช้งานแล้วในสหรัฐอเมริกา แคนาดา ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์

นอกจากนี้ แอปยังรวมความสามารถในการสร้างและแก้ไขรูปภาพ ซึ่งสามารถทำได้ผ่านการสนทนาด้วยเสียงหรือข้อความกับผู้ช่วย AI Llama 4 ยังสามารถค้นหาข้อมูลบนเว็บเพื่อแนะนำผลิตภัณฑ์และเจาะลึกหัวข้อต่างๆ สำหรับการวิจัย โดย Meta ได้จัดเตรียม "หัวข้อเริ่มต้นการสนทนา" เพื่อเป็นแรงบันดาลใจในการค้นหา

Meta อธิบายว่า บริษัทได้นำประสบการณ์หลายทศวรรษในการปรับแต่งประสบการณ์บนโซเชียลมีเดียมาใช้ เพื่อทำให้ Meta AI มีความเป็นส่วนตัวมากยิ่งขึ้น AI สามารถจดจำข้อมูลเกี่ยวกับผู้ใช้งาน และเข้าใจรายละเอียดตามบริบท นอกจากนี้ ยังสามารถดึงข้อมูลที่ผู้ใช้งานเคยแบ่งปันบนแพลตฟอร์มของ Meta เช่น โปรไฟล์และความสนใจ เพื่อให้การตอบสนองมีความเฉพาะเจาะจงมากยิ่งขึ้น

แอปพลิเคชัน Meta AI ใหม่นี้สามารถดาวน์โหลดได้ฟรีจาก App Store และ Google PlayStore ได้แล้ว

ขอขอบคุณ

ข้อมูล :MacRumors