Tencent เปิดแคมเปญ “Beyond the Screen” ชวนครอบครัวไทยเล่นเกมอย่างสมดุล

ทุกวันนี้เด็กจำนวนมากเริ่มใช้หน้าจอและสื่อดิจิทัลตั้งแต่อายุยังน้อย ทำให้คำถามสำคัญของหลายครอบครัวไม่ใช่แค่ “ควรให้เล่นเกมวันละกี่ชั่วโมง” แต่คือ จะทำอย่างไรให้การเล่นเกมและการใช้หน้าจออยู่ร่วมกับชีวิตประจำวันได้อย่างสมดุล
ล่าสุด Tencent ร่วมกับ มูลนิธิโรงเรียนวันเสาร์ (Saturday School Foundation) เปิดตัวแคมเปญ “Beyond the Screen: Healthy Digital Play Thailand” หรือ “ท่องโลกหน้าจอ เติบโตอย่างสมดุล” ในประเทศไทย เพื่อส่งเสริมพฤติกรรมการเล่นผ่านสื่อดิจิทัลที่เหมาะสม และช่วยให้ผู้ปกครองกับเด็กมีพื้นที่พูดคุยกันมากขึ้น

เป้าหมายไม่ใช่ห้ามเล่นเกม แต่คือเล่นให้เป็น
แนวคิดของ Beyond the Screen อยู่บนพื้นฐานที่ว่า การเล่นเกมหรือใช้สื่อดิจิทัลไม่ได้จำเป็นต้องเป็นปัญหาเสมอไป หากมีการดูแลและคำแนะนำที่เหมาะสม
แทนที่จะโฟกัสแค่จำนวนชั่วโมงหน้าจอ แคมเปญพยายามชวนครอบครัวมองเรื่องอื่นร่วมด้วย เช่น ความปลอดภัยออนไลน์ วิธีแบ่งเวลา การสื่อสารระหว่างผู้ปกครองกับเด็ก และการใช้เกมเป็นกิจกรรมที่สมาชิกในบ้านสามารถทำร่วมกันได้
แนวทางนี้จึงต่างจากความคิดแบบเดิมที่มองว่าเกมเป็นสิ่งที่ต้อง “ห้าม” หรือ “ตัดออก” เพราะเป้าหมายคือทำให้เด็กสามารถใช้พื้นที่ดิจิทัลได้อย่างมั่นใจ มีความรับผิดชอบ และรู้จักสมดุลกับกิจกรรมอื่นในชีวิต
กิจกรรมเน้นให้พ่อแม่กับลูกได้ลองเล่นและคุยกันจริง
การเปิดตัวแคมเปญในประเทศไทยจัดขึ้นที่ TK Park เซ็นทรัลเวิลด์ โดยมีเด็ก ผู้ปกครอง นักการศึกษา นักจิตวิทยา ผู้แทนจากภาครัฐ และภาคชุมชนเข้าร่วม
กิจกรรมถูกออกแบบให้ครอบครัวได้ใช้เวลาร่วมกัน ผ่านการเล่นแบบมีปฏิสัมพันธ์และการพูดคุย เพื่อให้แต่ละบ้านได้สำรวจว่าเวลาที่ใช้กับหน้าจอ การเล่นเกม และการสื่อสารภายในบ้านของตัวเองเป็นอย่างไร
แนวคิดสำคัญคือไม่มีสูตรสำเร็จแบบเดียวที่ใช้ได้กับทุกครอบครัว เพราะแต่ละบ้านมีตารางชีวิต อายุของเด็ก และรูปแบบการใช้สื่อไม่เหมือนกัน
4 เป้าหมายหลักของ Beyond the Screen
สำหรับการทำงานในประเทศไทย แคมเปญวางเป้าหมายไว้ 4 ด้านหลัก ได้แก่
- ช่วยให้ผู้ปกครองและเด็กมีเครื่องมือสำหรับจัดการเวลาใช้หน้าจอ ความปลอดภัยออนไลน์ และการเล่นเกมอย่างสมดุล
- เปลี่ยนมุมมองให้เกมสามารถเป็นกิจกรรมที่ครอบครัวทำร่วมกัน และช่วยสร้างความสัมพันธ์ได้
- เชื่อมภาครัฐ นักการศึกษา ภาคประชาสังคม และผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตเข้าด้วยกัน เพื่อสนับสนุน Digital Wellbeing
- ช่วยให้เยาวชนไทยใช้พื้นที่ดิจิทัลได้อย่างปลอดภัย มีน้ำใจต่อผู้อื่น และรู้จักรับผิดชอบต่อพฤติกรรมของตัวเอง
ทำไม “คุยกัน” สำคัญกว่าการสั่งห้าม?
หนึ่งในประเด็นที่แคมเปญเน้นคือ การใช้วิธีสั่งหยุดหรือห้ามเล่นอย่างเดียวอาจไม่ได้ช่วยให้เด็กเข้าใจว่าทำไมต้องแบ่งเวลา หรือควรระวังอะไรบนโลกออนไลน์
การเปิดพื้นที่ให้เด็กพูดถึงสิ่งที่เล่น เหตุผลที่ชอบ หรือปัญหาที่พบ จึงช่วยให้ผู้ปกครองเข้าใจพฤติกรรมดิจิทัลของลูกมากขึ้น และสามารถร่วมกันกำหนดกติกาที่เหมาะกับบ้านตัวเองได้
ในมุมของมูลนิธิโรงเรียนวันเสาร์ การเรียนรู้ที่มีความหมายเกิดขึ้นได้ดีเมื่อเด็กได้ลงมือทำและมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น ดังนั้นกิจกรรมจึงเน้นให้ผู้ปกครองกับเด็กได้เรียนรู้ร่วมกัน มากกว่าการนั่งฟังคำแนะนำฝ่ายเดียว
เล่นเกมอย่างสมดุล ต้องคิดมากกว่าแค่ Screen Time
แม้ Screen Time จะยังเป็นเรื่องสำคัญ แต่การดูเพียงจำนวนชั่วโมงอาจไม่พอ เพราะเวลาหน้าจอ 1 ชั่วโมงไม่ได้มีผลเหมือนกันทุกกรณี
ตัวอย่างเช่น การเล่นเกมร่วมกับครอบครัว การเรียนรู้ทักษะใหม่ หรือการทำกิจกรรมสร้างสรรค์ผ่านสื่อดิจิทัล ย่อมต่างจากการใช้งานแบบไม่มีจุดหมายหรือเล่นต่อเนื่องจนกระทบการนอน การเรียน หรือกิจกรรมทางกาย
ดังนั้นสิ่งที่ควรดูร่วมกันคือ ใช้หน้าจอทำอะไร ใช้นานแค่ไหน กระทบชีวิตด้านอื่นหรือไม่ และเด็กสามารถหยุดหรือเปลี่ยนกิจกรรมได้หรือเปล่า
ประเทศไทยเป็นหนึ่งในจุดเริ่มต้นของแคมเปญระดับภูมิภาค
Beyond the Screen เคยเปิดตัวในประเทศสิงคโปร์ก่อนหน้านี้ และประเทศไทยเป็นอีกตลาดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ Tencent นำแนวคิดดังกล่าวมาปรับใช้กับบริบทของครอบครัวท้องถิ่น
ในไทย แคมเปญได้รับการสนับสนุนจากหลายหน่วยงาน เช่น สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa), กรมกิจการเด็กและเยาวชน, กรุงเทพมหานคร, โครงการฮัก และ TK Park
Tencent ระบุว่าจะนำประสบการณ์จากประเทศไทยไปใช้ต่อยอดกับโครงการในประเทศอื่นในภูมิภาค เพื่อให้แนวทาง Digital Wellbeing สอดคล้องกับบริบทของแต่ละสังคมมากขึ้น
แล้วครอบครัวทั่วไปเริ่มได้อย่างไร?
แม้ไม่ได้เข้าร่วมกิจกรรม ก็สามารถนำแนวคิดของแคมเปญไปใช้ได้ง่ายๆ เช่น กำหนดช่วงเวลาเล่นเกมร่วมกัน ตกลงเวลาเลิกเล่นล่วงหน้า ไม่ใช้หน้าจอระหว่างมื้ออาหารหรือก่อนนอน และเปิดโอกาสให้เด็กเล่าว่าในเกมเจออะไรบ้าง
อีกวิธีหนึ่งคือผู้ปกครองลองเล่นเกมกับลูกบ้าง เพราะจะช่วยให้เข้าใจทั้งเนื้อหา รูปแบบการเล่น และเหตุผลที่เด็กชอบเกมนั้น มากกว่าการตัดสินจากชื่อเกมหรือจำนวนชั่วโมงอย่างเดียว
ปิดท้ายก่อนจาก
Beyond the Screen: Healthy Digital Play Thailand ไม่ใช่การพยายามบอกว่าเด็กควรเล่นเกมหรือไม่เล่นเกม แต่ชวนครอบครัวกลับมาคิดว่า “จะเล่นอย่างไรให้สมดุลและปลอดภัย”
ประเด็นสำคัญจึงอยู่ที่การสร้างกติกาที่เหมาะกับแต่ละบ้าน การพูดคุยอย่างเปิดใจ และทำให้เด็กเข้าใจทั้งประโยชน์และความเสี่ยงของโลกดิจิทัล
เพราะในยุคที่หน้าจอเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต การสอนให้ “ใช้เป็น” อาจมีความสำคัญไม่แพ้การสอนให้ “ใช้ให้น้อยลง”
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี




