มือถือใช้เกิน 3 ปีต้องเปลี่ยนไหม? เช็ก "4 สัญญาณเตือน" เปลี่ยนแบตเตอรี่ก็เอาไม่อยู่!

มือถือยังดีอยู่จะเปลี่ยนทำไม? ใช้งานเกิน 3 ปี หากเจอ "4 สัญญาณเตือน" นี้ เปลี่ยนแบตเตอรี่ก็เอาไม่อยู่!
ในยุคที่โทรศัพท์มือถือราคาพุ่งสูงไปไกล หลายคนมองว่าหากหน้าจอไม่แตก ไลน์ยังส่งได้ และกล้องยังถ่ายรูปได้ตามปกติ "ก็ยังใช้งานได้ แล้วจะเปลี่ยนทำไม?"
อย่างไรก็ตาม เมื่อมือถือถูกใช้งานเข้าสู่ปีที่ 3 หรือ 4 แม้จะเปลี่ยนแบตเตอรี่ใหม่ Machine ก็ยังอาจเริ่มกระตุกและส่งผลกระทบต่อการใช้งาน จนกลายเป็นประเด็นถกเถียงว่าควรยื้อใช้ต่อ หรือตัดใจซื้อเครื่องใหม่ดี
4 สัญญาณเตือน มือถือหมดอายุไข... ยื้อต่อไม่คุ้มค่า
แม้ว่าแบตเตอรี่จะเสื่อมตามกาลเวลา แต่นั่นไม่ใช่ปัจจัยเดียวในการตัดสินใจเปลี่ยนมือถือ Expert แนะนำว่าหากเจอ 4 อาการดังต่อไปนี้ ถือเป็นสัญญาณเตือนให้พิจารณาเปลี่ยนเครื่องใหม่ได้แล้ว:
1. ไม่ได้รับการอัปเดตระบบหรือระบบความปลอดภัย (Security Updates): เครื่องยังเปิดติดไม่ได้แปลว่าปลอดภัย โดยเฉพาะผู้ที่ใช้แอปพลิเคชันธนาคารหรือธุรกรรมการเงิน หากไม่ได้รับการอัปเดตความปลอดภัย ความเสี่ยงโดนโจรกรรมข้อมูลจะสูงขึ้นมาก
2. เครื่องดับหรือรีสตาร์ทเองบ่อยครั้ง: แม้ปริมาณแบตเตอรี่ยังเหลืออยู่ แต่มือถือกลับดับไปเองกะทันหัน สะท้อนถึงปัญหาฮาร์ดแวร์หรือบอร์ดภายใน
3. แอปพลิเคชันสำคัญเริ่มหยุดสนับสนุน: ไม่ว่าจะเป็น LINE, แอปธนาคาร หรือแอปเดินทาง เริ่มอัปเดตไม่ได้หรือใช้งานไม่ได้ตามปกติ
4. ความจุเครื่องเต็มถาวร: ความจุเต็มจนกระทบการถ่ายภาพ การรับข้อความ หรือไม่สามารถติดตั้งระบบอัปเดตพื้นฐานได้
iStockphoto
เปลี่ยนแบตเตอรี่ หรือซื้อใหม่ แบบไหนคุ้มกว่า?
หากมือถือของคุณมีเพียงปัญหาแบตเตอรี่หมดเร็ว แต่ระบบปฏิบัติการและแอปพลิเคชันต่างๆ ยังทำงานได้เรียบร้อย การส่งศูนย์เพื่อเปลี่ยนแบตเตอรี่ก็นับเป็นทางเลือกที่คุ้มค่า แต่หากเริ่มเผชิญปัญหาเรื่องความปลอดภัย แอปหยุดทำงาน และเครื่องค้างช้า การเปลี่ยนแบตเตอรี่เพียงอย่างเดียวอาจเป็นการแก้ปัญหาที่ไม่ตรงจุด และถึงเวลาที่จะปล่อยให้มือถือเครื่องเก่าได้ "เกษียณ" อย่างจริงจัง
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี

