คุยแบบโลกไม่สวยกับ “BrandNew Sunset” เรื่องการตั้งคำถามใน “ความไม่รู้” ผ่านอัลบั้ม “The Machiner” | Sanook Music

คุยแบบโลกไม่สวยกับ “BrandNew Sunset” เรื่องการตั้งคำถามใน “ความไม่รู้” ผ่านอัลบั้ม “The Machiner”

คุยแบบโลกไม่สวยกับ “BrandNew Sunset” เรื่องการตั้งคำถามใน “ความไม่รู้” ผ่านอัลบั้ม “The Machiner”
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

คงไม่มีใครปฏิเสธความหนักแน่นในแนวทางเมทัลของวงดนตรี BrandNew Sunset ที่ดูจะเข้มข้นเรื่อยๆ ตามกาลเวลา เกือบ 2 ทศวรรษที่ 5 สมาชิกอย่าง ตูน-ศุภลักษณ์ โตวัชระกุล (ร้องนำ), ชาย-สุชาย ชูเชิด (กีตาร์), เติร์ก-วรุตม์ หุนตระกูล (กลอง), ก้อง-ธนัช คงเกรียงไกร (กีตาร์) และ ยุทธ-กานต์ณัฐ พหลกุล (เบส) ยืนหยัดในสิ่งที่พวกเขาหลงใหลมาตลอด จนกระทั่งการเดินทางมาถึงอัลบั้มชุดล่าสุดที่ใช้ชื่อว่า The Machiner

BrandNew Sunset

บทสนทนาระหว่าง Sanook Music และ BrandNew Sunset ในหนนี้ดูจริงจังและซีเรียสกว่าครั้งไหนๆ อาจจะเป็นเพราะเรื่องราวที่พวกเขาหยิบมาเล่าในอัลบั้ม The Machiner นั้นคือการตั้งคำถามกับชีวิต กับบางอย่างที่หาที่มาที่ไปไม่ได้ และแน่นอนว่าอาจจะยังไร้ซึ่งคำอธิบาย ผ่านท่วงทำนองในแบบฉบับของวงที่ยังคงดุดันเหมือนเคย ซิงเกิลที่ปล่อยออกมาอย่าง “The Machiner”, “Headspin” และ “The Sun That Never Came” คือคำยืนยันที่ทำให้เหล่าสาวกยังสุดเหวี่ยงกับสิ่งที่ได้ยิน

อาจจะด้วยอายุอานามที่มากขึ้น ทำให้การให้กำลังใจที่ซ่อนอยู่ในบทเพลงส่วนใหญ่ของ BrandNew Sunset แปรเปลี่ยนไปสู่การมองโลกให้ “จริง” มากยิ่งขึ้น ซึ่ง ตูน-ชาย-ก้อง ขอเป็นตัวแทนมาเล่าสิ่งที่เป็นนามธรรมในอัลบั้ม The Machiner ให้กระจ่างชัด แล้วหลังจากฟังครบทุกแทร็ค คุณจะคิดหรือตีความเช่นไร ทางวงก็เปิดโอกาสให้คุณแสดงความคิดเห็นได้อย่างเต็มที่

ก่อนจะถามถึงอัลบั้มชุดใหม่ของ BrandNew Sunset เราอยากทราบว่า อัลบั้ม Of Space and Time ได้มอบอะไรให้กับพวกคุณบ้าง?

ตูน : เหมือน Of Space and Time ทำให้เราเดินทางมาถึงจุดคลี่คลายของอัลบั้มที่ทำมาทั้งหมด พวกเราคิดกันว่าต้องเดินทางมาอีกที่หนึ่งแล้ว ที่ซึ่งไม่ใช่ที่เดิมที่พวกเราเคยอยู่ จากที่ BrandNew Sunset ก็ชัดเจนกับแนวทางอยู่แล้ว อัลบั้ม Of Space and Time คือการตอกตะปูย้ำเข้าไปอีกว่า เราแน่วแน่ที่จะออกมาจากที่เดิมๆ

ชาย : พูดถึงด้านโปรดักชั่น ผมว่า Of Space and Time พวกเราพยายามคิดให้ง่ายขึ้น แต่ก่อนเวลาเราทำอัลบั้มมันจะเป็นเรื่องใหญ่ ต้องเตรียมการเยอะ แต่เหมือน Of Space and Time ทำให้เราผ่อนคลายมากขึ้น ใช้สมองมากกว่าใช้แรง จนต่อยอดมาถึงอัลบั้มใหม่นี้ คือวิธีการทำงานง่ายขึ้น แต่เราจะละเอียดตรงกระบวนการการแต่งเพลงก่อนที่จะไปอัดจริง

ก้อง : เรียกได้ว่า Of Space and Time เป็นบทสรุปของ BrandNew Sunset ในพาร์ตๆ หนึ่งตลอดกว่า 10 ปีที่ผ่านมาครับ ตั้งแต่อัลบั้มแรกจนมาถึงอัลบั้มที่ 4 เรารวมทุกอย่างที่เรารู้สึกว่ามันใช่ มันดีไว้ใน Of Space and Time แล้วเราก็เดินทางต่อมาถึงชุดนี้

การก้าวออกมาจากที่เดิมๆ มันยากหรือง่ายสำหรับพวกคุณ?

ตูน : มันไม่ยาก แต่มันท้าทายว่า เรายอมรับตรงนี้แล้วว่าเราต้องการไปอีกที่หนึ่ง แต่แฟนเพลงที่เขารู้จักเราตั้งแต่ต้นมา เขาก็ต้องก้าวออกมาจากจุดนั้นถ้าเขาเชื่อมั่นในพวกเรา แล้วเราก็นำเสนอในสิ่งที่อยากไปเขาไปสู่สิ่งใหม่ๆ ด้วย นอกจากนั้นอัลบั้ม Of Space and Time เป็นอัลบั้มที่ก้องเข้ามาเป็นสมาชิก และเป็นเวทีของก้องเหมือนกันที่ได้พิสูจน์ว่า ก้องตั้งใจเข้ามาและขับเคลื่อน BrandNew Sunset ต่อไป

ด้วยยุคสมัยที่เปลี่ยนไป BrandNew Sunset ต้องปรับตัวมากไหมในวันที่โลกขับเคลื่อนด้วยโซเชียลมีเดีย?

ก้อง : ปรับเยอะครับ พวกเราเติบโตมากับอีกเจเนอเรชั่นหนึ่ง แต่บางทีเราจะแก้ปัญหาโดยการเลี่ยง อันไหนเราไม่รู้มาก เราก็จะไม่ลงไปทำเองหมด ก็ให้เจเนอเรชั่นใหม่ที่เขามีความรู้หรือมีพื้นฐานทางสื่อที่เกิดขึ้นมาใหม่เข้าไปทำแทนพวกเราจะดีกว่า แต่เราก็เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ อยู่ตลอดนะ

ชาย : จำได้ว่าตอนอัลบั้ม Welcome Home ยังเป็น Hi5 อยู่เลย พอ Of Space and Time ปรับมาเป็นเฟซบุ๊กแล้ว อัลบั้มใหม่นี่พวกเราเพิ่งมีอินสตาแกรม (หัวเราะ)

เคยมีช่วงเวลาไหนบ้างไหมที่อยากเลิกทำวง?

ตูน : ไม่มีนะ มันอาจจะเป็นช่วงเวลาที่ต้องแก้ปัญหาอย่างไรที่จะได้ทำเพลงต่อไปมากกว่า พวกเรามีเรื่องงานประจำที่ต้องวางแผนให้เป๊ะอะไรแบบนี้ด้วย ต้องแบ่งเวลา คือมันอยู่ในดีเอ็นเอของพวกเรา มันเลิกไม่ได้หรอก คือถ้าจะไปถึงจุดที่บอกว่าเลิก พวกเราใช้คำว่าพักแทน

ก้อง : ผมมองว่าเราโชคดีด้วยซ้ำที่ยังได้เล่นดนตรีอยู่ ทั้งที่จริงๆ แล้วเพื่อนๆ ที่รู้จักกัน ที่เล่นดนตรีมาพร้อมๆ กันก็เลิกกันไปเกือบหมดแล้ว ยิ่งอายุจะ 40 กันแล้วด้วย ผมมองว่าถ้าเราไม่ได้เล่นดนตรี คล้ายๆ ว่าชีวิตมันขับเคลื่อนไม่ได้ เพราะว่าเราชอบตรงนี้ที่สุด

ชาย : อาจจะเป็นเพราะวิธีการทำงานของ BrandNew Sunset ด้วย สมมติทัวร์ 2 ปี พอเริ่มทำอัลบั้ม เราหยุดรับงานเลยนะ เพื่อที่จะเขียนเพลงอย่างเดียว พอทำอัลบั้มเสร็จ เราก็จะไม่โฟกัสเรื่องการเขียนเพลงแล้ว ไปทัวร์ ไปเพอร์ฟอร์แมนซ์อย่างเดียว ผมว่ามันเป็นข้อได้เปรียบของวงดนตรีที่ทำอัลบั้มเต็มนะ

เดินทางมาถึงอัลบั้มชุดล่าสุดที่พวกคุณใช้ชื่อว่า The Machiner?

ตูน : มันคือนามธรรมที่จับต้องไม่ได้ ผมว่ามันเป็นอย่างนั้นนะ

ชาย : จริงๆ พวกเราต่อยอดมาจากอัลบั้มที่แล้วนะ เราตั้งข้อสงสัยในสิ่งที่เราไม่รู้ แล้วเราก็เปรียบทุกสิ่งทุกอย่างไม่ว่าจะเป็น คน เก้าอี้ โต๊ะ เป็น Machine แล้ว The Machiner ก็เปรียบเสมือนพระเจ้า หรืออาจจะเป็นสิ่งที่อยู่เบื้องบนเราอีกทีก็ได้ เป็นคำที่ไม่มีรากศัพท์ด้วยครับ เป็นคำพิเศษที่เราคิดกันขึ้นมา

ตูน : ผมอยากให้คนฟังแต่ละคนตีความคำว่า The Machiner ไม่เหมือนกัน สมมติว่าน้ำแก้วนี้ คนเทน้ำลงไปคือ Machiner อาจจะเทหก เทล้น เทพอดีก็แล้วแต่ หรือถ้าเป็นคนในเครื่องแบบ คนที่เป็น Machiner ของคนๆ นั้นอาจเป็นคนที่ให้ล้มคดีก็ได้ แล้วแต่ว่าคนฟังจะนึกถึงอะไรมากกว่า

ก้อง : ผมเชื่อว่าในวง 5 คนตอบคำถามนี้ก็ตอบไม่เหมือนกันนะ อย่างที่ตูนบอกแหละว่ามันเป็นนามธรรมจริงๆ อย่างผมก็จะคิดว่า The Machiner คือสิ่งที่มองไม่เห็น ที่พวกเราตั้งคำถามว่า ทำไมวันนี้เราต้องไปเจอคนนี้ ทำไมชีวิตเราต้องไปทำแบบนี้ ทำไมเราต้องทำอาชีพนี้ ทำไมจังหวะนี้เราต้องไปเจออะไรแบบนี้ ทำไมวันนี้รถต้องชน ประมาณนี้

ชาย : ถ้าจะให้ลึกลงไปอีก มันเหมือนการสงสัยการมีอยู่ของพระเจ้าเลยนะ ทำไมอยู่ดีๆ วันหนึ่งทุกคนต้องใส่หน้ากากเพราะฝุ่น เว้นไปอีกพักหนึ่ง ทำไมทุกคนต้องใส่หน้ากากเหมือนเดิม แต่ไม่ใช่เพราะว่าฝุ่นแล้ว

ก้อง : หรือ... ถ้าเราจะไม่มองในด้านของพระเจ้า มันอาจจะเป็นใครก็ตามที่ครองโลกใบนี้ไว้หรือเปล่า อย่างไอ้เชื้อไวรัสโควิด-19 มันอาจจะเกิดขึ้นมาตามธรรมชาติก็ได้ หรืออาจจะมีใครสักคนทำเพื่อเปลี่ยนโลกก็ได้ The Machiner คือสิ่งนี้สำหรับผม

ตูน : มันอาจจะถูกฝังลงไปในโลกเมื่อร้อยล้านปีที่แล้วก็ได้ มีใครเอามาปล่อยไว้

ชาย : ใช่ หรือเราอาจจะเป็นแค่เชื้อโรคอยู่ในลำไส้ของสัตว์อะไรอีกสักอย่างซึ่งเราไม่รู้ไง

 

ตูน BrandNew Sunset

การตั้งคำถาม ตั้งข้อสงสัยของพวกคุณ มันเป็นสิ่งที่ค้างคาอยู่ในใจนานแล้ว หรือเพิ่งไปประสบพบเจออะไรมาหรือเปล่า?

ชาย : พวกเราแก่กันขึ้นมั้ง มันอาจจะมีบางวันที่เราเคยสงสัยว่า เอ๊ะ อยู่ดีๆ เราเกิดขึ้นมาได้ไงวะ จู่ๆ มันเกิดเรื่องนี้ขึ้นมาได้ไงวะ

ตูน : มุมมองในการมองโลกมันก็เปลี่ยนไปตามวัย

ก้อง : มันจะแตกต่างจากชุดแรกๆ ที่เนื้อหาของ BrandNew Sunset จะเป็นการให้กำลังใจ เป็นเรื่องระหว่างคนกับคน ซึ่งใน Of Space and Time ก็ยังมีเรื่องของคนกับคนอยู่ แต่พอหลุดมาแล้ว วิสัยทัศน์ของพวกเรามันลึกไปกว่านั้น แต่อย่างในพาร์ตดนตรี พวกเราก็เล่นไปตามมู้ดของเรา เราไม่ได้แปะคำว่า The Machiner แล้วต้องออกมาเป็นมู้ดแบบขึงขังแข็งกร้าวอะไรแบบนั้น

ชาย : อีกอย่างหนึ่งคือ The Machiner น่าจะเป็นอัลบั้มแรกที่เราไม่มีกรอบอะไรเลย เพลงนึกจะยาวก็ยาว นึกจะสั้นก็สั้น มันจะมีมู้ดของมันอยู่

ก้อง : มันอาจจะเป็นการถูกชักจูงจากมู้ดของดนตรีก็ได้นะ ที่ทำให้เราเขียนเนื้อเพลงราวๆ นี้ออกมา คล้ายๆ ว่ามันซัพพอร์ตกัน หรืออาจจะมาจากสิ่งที่ติดอยู่ในใจเราลึกๆ มา 4-5 ปีก็ได้

ตูน : BrandNew Sunset มันมีเรื่องของการสิ้นโลกอะไรเทือกๆ นี้มาตั้งแต่อัลบั้มแรกๆ แล้ว อย่างอัลบั้ม Realistic ก็มีพูดถึงเรื่องการทำลายล้าง โลกมันก็มีอายุขัยของมัน แล้วมันก็มีความวุ่นวาย สักวันหนึ่งมันก็ต้องหมดอายุไป แล้วสถานการณ์ตอนนี้มันก็มองในเชิงนั้นได้ จากที่เราเคยให้กำลังใจในชุดแรกๆ ใช่ไหม พอมาถึงชุดหลังๆ นี้พวกเราพยายามจะบอกว่า เราให้กำลังใจแหละ แต่ว่าในการให้กำลังใจมันมีอะไรที่ยิ่งใหญ่กว่านั้นแล้ว ไม่ใช่มาบอกว่า เฮ้ย ไม่เป็นไร มึงดูทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นไปตอนนี้สิ มันจะไม่เป็นไรได้ยังไง คือเราก็อยากให้โลกใบนี้มันไม่เป็นอะไร แต่มองดูตอนนี้ มันจะไม่เป็นไรไม่ได้แล้วนะ เราทุกคนก็ต้องดูแลตัวเองมากขึ้น

ไม่ใช่เวลาที่จะมาโลกสวยแล้ว?

ตูน : ใช่เลย มันหลอกกันไม่ได้แล้ว ฝุ่นแค่นี้ไม่เป็นไรหรอก อีกนานกว่าจะเข้าถึงปอด... ใช่เหรอ มันไม่ใช่แล้วไง

ชาย : มันก็เลยวนเวียนอยู่กับคำว่า The Machiner เนี่ยแหละ เพราะว่าทุกสิ่งทุกอย่างเราไม่รู้ว่ามันเกิดขึ้นมาได้อย่างไร แต่พวกเรามีความมองโลกในแง่ร้ายมากขึ้นตามอายุ และมีความเป็นจริงมากกว่าอัลบั้มอื่นๆ แต่ทุกอย่างตั้งอยู่บนเรื่องราวที่จับต้องไม่ได้ ฟังอัลบั้มนี้เหมือนดูหนังเรื่องหนึ่ง

ก้อง : อย่างในเพลงสุดท้ายถ้าฟังกันจริงๆ เราก็บอกนะว่า เราก็ไม่รู้นะว่ามันเป็นอะไร และเราก็ไม่สามารถไปจับต้องอะไรได้ด้วย

ชาย BrandNew Sunset

แสดงว่า BrandNew Sunset ไม่มีคำตอบหรือบทสรุปให้สำหรับการตั้งคำถามครั้งนี้?

ทุกคน : ไม่มี

ชาย : อย่างเพลงสุดท้ายมันจะเล่าว่า พวกเราจากอีกที่หนึ่งโทรศัพท์กลับมาบอกโลกมนุษย์ในปัจจุบันว่ามันเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ เหมือนคุยกับรุ่นลูกรุ่นหลาน

ก้อง : ก็เหมือนจะคลี่คลาย แต่ก็ยังไม่ได้ตอบขนาดนั้น เพราะมันกลับกลายเป็นว่า โลกมันไม่มีอะไรเลยนะ ไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น มันว่างเปล่า

อัลบั้มที่แล้วมีเพลงความยาว 17 นาที อัลบั้มนี้มีเซอร์ไพรส์อะไรแบบนั้นไหม?

ชาย : (หัวเราะ) คือตอนนั้นเหมือนฟีลมันยังไม่จบ เรายังเล่าเรื่องไม่หมด

ก้อง : เราไม่ได้ตั้งใจนะ ทุกคนชอบมาถามว่า เราจะเป็นพวกโปรเกรสซีฟหรือเปล่าที่ทำเพลงนานๆ แต่เราไม่ได้คิดอย่างนั้น อย่างเพลง “Time” มันเริ่มมาจากแค่ 3-4 นาที เราก็ค่อยๆ ต่อไปเรื่อยๆ ยังไม่จบเว้ย ไปได้ต่อก็ทำต่อ ไอ้ความยากของการทำเพลงแบบไม่มีกรอบก็คือ มันจะพอหรือยัง ถ้ามันไม่พอ มันไม่พอจริงหรือเปล่า พอสุดท้ายเราตัดสินใจแล้ว มันเกินหรือขาดหรือเปล่า

ก้อง BrandNew Sunset

การตั้งข้อสงสัย ตั้งคำถามใน The Machiner มันสะท้อนถึงอะไรบางอย่างในสังคมไทยด้วยหรือเปล่า?

ชาย : มันรวมหลายเรื่องมากเลยนะสำหรับอัลบั้มนี้ ผมว่าน่าจะเป็นอัลบั้มที่ตั้งแต่ต้นจนจบมันครอบคลุมเรื่องที่กว้างที่สุดแล้ว มีความไกลตัวที่สุดและใกล้ตัวที่สุดด้วย มีความประชดประชัน เปรียบเปรยกับอะไรบางอย่าง

ตูน : คือทั้งๆ ที่เป็นเรื่องที่รู้อยู่แล้วว่ามันถูกหรือผิด บางทีมันก็คือการหลอกตัวเองอยู่เหมือนกัน ผมคิดว่าบางครั้งคนเราคิดว่าเราคอนโทรลชีวิตของตัวเองได้ใช่ไหม แต่จริงๆ ไม่มีอะไรที่เราคอนโทรลได้อย่างที่คิดหรอก ทุกอย่างเลย The Machiner สื่อความอย่างนั้นแหละในมุมมองของผม ผมว่าต้องอย่าไปยึดติดอะไรมาก อาจจะคอนโทรลได้ใน 10-20 ปี แต่ที่สุดแล้วใครก็ไม่รู้คอนโทรลเราอยู่ อาจจะเป็นอีกกาแล็กซีหนึ่งหรืออะไรก็แล้วแต่

หรือแม้กระทั่งวันหนึ่งทุกคนก็ต้องตาย?

ชาย : ใช่ครับ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ผมว่าอัลบั้มนี้เนื้อหาโคตรธรรมะเลย สุดท้ายพวกเราก็คือ Machine ตัวหนึ่ง ใน Machiner

ก้อง : โดยส่วนตัวผมมองว่า มันเป็นแค่มุมมองของวงนะ แค่อยากจะพูดในสิ่งที่พวกเราคิดแค่นั้นเอง เพราะผมมองว่าคนเราไม่เหมือนกัน อย่างเราคิดแบบนี้ เชื่อแบบนี้ อีกคนอาจบอกว่า ไม่เห็นจะเป็นไรเลย เขาเชื่ออีกอย่างหนึ่ง แต่สุดท้ายก็กลับมาตรงที่ว่า เราไม่สามารถคอนโทรลอะไรได้ ทุกสิ่งก็เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ก็เหมือน The Machiner ที่เราไม่รู้ว่าเขาคือใคร คุณคิดว่าคุณยิ่งใหญ่มากใช่ไหม ครองโลกใช่ไหม แต่คุณรู้ได้อย่างไรว่ายังมีอะไรอยู่เบื้องบนคุณอีก

ตูน : ฟังแล้วคุณอาจจะปล่อยวางก็ได้นะ ผมอยากให้ทุกคนปล่อยวางกับอะไรที่เราคิดว่าอยากให้อยู่ภายใต้การควบคุมของเรา และในความที่เราควบคุมอะไรมได้ เราก็ต้องใช้ชีวิตอย่างมีสติด้วย มีสติแบบโลกไม่สวย

ดูเหมือนว่าทุกวันนี้ผู้คนจะตั้งคำถามในแบบที่ BrandNew Sunset ทำมากขึ้นเรื่อยๆ?

ก้อง : ส่วนตัวผมมองว่า คนยุคหลังๆ มานี้สิ้นหวังกันเยอะนะ ไม่ว่าจะด้วยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่ทำให้ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไป หรือปัญหาอะไรก็ตาม ผมว่าชีวิตมันอยู่ยากขึ้น แต่สิ่งหนึ่งที่อยากจะพูดผ่านอัลบั้ม The Machiner ก็คือ ถ้าเขาเข้าใจเราหรือได้มาอ่านบทสัมภาษณ์นี้ เราอยากบอกว่าทุกอย่างมันเปลี่ยนแปลงไม่ได้ คล้ายๆ ว่าอะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด ถูกไหม เราก็ไม่รู้หรอกว่าพรุ่งนี้จะเป็นอย่างไร สุดท้ายชีวิตมันก็เหมือนเกิดมาเพื่อเสี่ยงดวงเหมือนกัน คนนี้จะเป็นอย่างนู้น คนนู้นจะเป็นอย่างดี แต่สุดท้ายต้องเอาตัวรอดให้ได้ คนยุคใหม่ต้องเข้มแข็งพอ

ตูน : ผมมองว่าเยอะขึ้น แล้วเขาก็ไปหาที่พึ่ง ซึ่งที่พึ่งของเขาก็ไม่รู้ว่ามันใช่อย่างที่เขาคิดไว้หรือเปล่า ผมเข้าใจนะว่าคนเราก็ต้องหาเสาหลักไปยึดเหนี่ยวจิตใจ บางคนพึ่งศาสนา บางคนพึ่งมนต์ดำ ก็แล้วแต่

ก้อง : หรืออย่างที่คนไปฟังไลฟ์โค้ชเยอะๆ แล้วบางทีเรามองว่าเขาไม่ได้พูดลึกซึ้งอะไรเลย ไปฟังมันทำไมวะ เรื่องแค่นี้มึงก็คิดเองได้ แต่เหมือนคนมันสิ้นหวัง แล้วพอคนพูดอะไรที่ดีๆ เหมือนต้นไม้ที่จะแห้งตายอยู่แล้ว เอาน้ำไปหยอดหยดหนึ่งก็เหมือน โอ้โห มหาศาล แต่จริงๆ แล้วมันไม่มีอะไรเลย ทุกคนต้องเรียนรู้แล้วก้าวผ่านได้ด้วยตัวเอง ถ้าแกร่งก็อยู่ ไม่แกร่งก็ตาย ผมมองชีวิตเป็นอย่างนั้น ถ้าคุณยอมแพ้ก็จบไปแค่นั้นเอง ชีวิตมันไม่ได้มีอะไรมาก มีแค่อยู่หรือตาย

ชาย : และเรื่องราวที่เกิดขึ้นก็ทำให้ BrandNew Sunset สร้างหนังที่ชื่อว่า The Machiner ขึ้นมา จากสิ่งที่เป็นนามธรรม ให้กลายมาเป็นรูปธรรมที่อยากให้ทุกๆ คนได้ฟังกันครับ

อัลบั้มภาพ 14 ภาพ

อัลบั้มภาพ 14 ภาพ ของ คุยแบบโลกไม่สวยกับ “BrandNew Sunset” เรื่องการตั้งคำถามใน “ความไม่รู้” ผ่านอัลบั้ม “The Machiner”

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
ตั้ง Sanook เป็นข่าวโปรดบน Google
กำลังโหลดข้อมูล