จริงหรือ? "กินโจ๊ก-ข้าวต้ม" ดีต่อลำไส้มากกว่าข้าวสวย เฉลยเรื่องที่คน 50% ยังเข้าใจผิด!

จริงหรือ? "กินโจ๊ก-ข้าวต้ม" ดีต่อลำไส้มากกว่าข้าวสวย เฉลยเรื่องที่คน 50% ยังเข้าใจผิด!

จริงหรือ? "กินโจ๊ก-ข้าวต้ม" ดีต่อลำไส้มากกว่าข้าวสวย เฉลยเรื่องที่คน 50% ยังเข้าใจผิด!
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

 

จริงหรือ? "กินข้าวต้ม" ดีต่อระบบย่อยอาหารมากกว่า "กินข้าวสวย" ไขข้อสงสัยที่หลายคนเข้าใจผิด

จริงหรือ? "กินข้าวต้ม" ดีต่อระบบย่อยอาหารมากกว่า "กินข้าวสวย" ไขข้อสงสัยที่หลายคนเข้าใจผิด

อย่าหาทำ! กินข้าวต้มทุกวันหวังช่วยย่อยเตือนเสี่ยงขาดสารอาหาร-กระเพาะเกียจคร้าน

เวลาป่วย เหนื่อยล้า ปวดท้อง หรือเพิ่งฟื้นไข้ คำแนะนำที่เรามักได้ยินบ่อยๆ คือ "ให้เปลี่ยนมากินข้าวต้มหรือโจ๊กแทนข้าวสวย" จนทำให้หลายคนฝังใจเชื่อว่า "ข้าวต้ม" คืออาหารที่ดีต่อระบบย่อยอาหารมากกว่าข้าวสวยในทุกๆ สถานการณ์ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ทั้งข้าวต้มและข้าวสวยต่างก็มีจุดเด่นจุดด้อยที่เหมาะกับภาวะร่างกายที่แตกต่างกัน


1. ข้าวต้มย่อยง่ายกว่าจริง แต่ไม่ใช่สำหรับทุกสถานการณ์

ข้าวต้มหรือโจ๊กมีส่วนประกอบของน้ำในปริมาณมาก เม็ดข้าวถูกเคี่ยวจนนิ่มเปื่อยและแตกตัว กระเพาะอาหารจึงไม่ต้องบดเคี้ยวหนัก ทำให้ลงสู่ลำไส้ได้อย่างรวดเร็วและลดภาระการทำงานของระบบย่อยอาหาร

นี่คือเหตุผลที่คนมีไข้ ผู้ป่วยหลังผ่าตัด ผู้สูงอายุ เด็กเล็ก หรือผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับลำไส้ มักได้รับคำแนะนำให้รับประทานข้าวต้มในช่วงสั้นๆ เพราะช่วยให้ร่างกายดูดซึมน้ำและพลังงานได้ง่าย อย่างไรก็ตาม "ย่อยง่าย" ไม่ได้แปลว่า "ดีกว่า" เสมอไป หากคุณเป็นคนที่สุขภาพดี การทานแต่ข้าวต้มติดต่อกันเป็นเวลานานอาจไม่ได้ส่งผลดีอย่างที่คิด


2. คนแข็งแรงดี การกิน "ข้าวสวย" ให้ประโยชน์มากกว่า

ข้าวสวยมีเนื้อสัมผัสที่แน่นกว่า ทำให้เราต้องใช้เวลาเคี้ยวอย่างละเอียด การเคี้ยวยิ่งมากจะยิ่งช่วยกระตุ้นการผลิตน้ำลาย ซึ่งมีเอนไซม์ช่วยย่อยแป้งตั้งแต่ในช่องปาก

นอกจากนี้ ข้าวสวยจะตกค้างอยู่ในกระเพาะอาหารนานกว่าข้าวต้ม ทำให้รู้สึกอิ่มนาน ไม่หิวง่าย และช่วยควบคุมการกินในแต่ละวันได้ดีกว่า หากเปลี่ยนมากินข้าวต้มทุกวันโดยไม่ปรับสัดส่วนอาหาร คุณอาจหิวเร็วขึ้น จนเผลอกินเพิ่มขึ้นหรือหาขนมจุกจิกรอบดึกกิน ซึ่งเป็นการเพิ่มแคลอรีโดยไม่รู้ตัว


3. ทานข้าวต้มต่อเนื่อง ไม่ได้ช่วยให้ลำไส้แข็งแรงขึ้น

ความเข้าใจผิดยอดฮิตคือคิดว่ายิ่งปล่อยให้กระเพาะ "พักงาน" ยิ่งดี แต่ในทางชีววิทยา ระบบย่อยอาหารจำเป็นต้องได้ทำงานตามปกติเพื่อคงประสิทธิภาพเอาไว้

การทานแต่อาหารเหลวหรือนิ่มมากๆ เป็นเวลานาน อาจทำให้ประสิทธิภาพการเคี้ยวลดลง น้ำลายออกน้อยลง และทำให้อาหารน่าอร่อยน้อยลง ที่สำคัญ ข้าวต้มต้มใสๆ มักมีแค่คาร์โบไฮเดรตและน้ำ หากไม่ได้ใส่เนื้อสัตว์ ไข่ หรือผักลงไปด้วย ก็จะทำให้ร่างกายได้รับโปรตีน ใยอาหาร และวิตามินไม่เพียงพอ


4. ผู้ป่วยโรคกระเพาะ ควรทานข้าวต้มทุกวันหรือไม่?

ในช่วงที่อาการกำเริบหนัก มีอาการอักเสบ อาเจียน หรือท้องเสีย ข้าวต้มคือตัวเลือกที่ดีมากเพราะไม่กระตุ้นเยื่อบุตับและกระเพาะอาหาร แต่เมื่ออาการเริ่มดีขึ้นแล้ว ควรค่อยๆ กลับมารับประทานอาหารปกติ เช่น ข้าวสวยนิ่มๆ ผักต้ม และเนื้อสัตว์สุกนิ่ม เพื่อให้ระบบย่อยอาหารได้ฟื้นฟูการทำงานตามธรรมชาติ


เมื่อไหร่ควรเลือก "ข้าวต้ม" เมื่อไหร่ควรเลือก "ข้าวสวย"?

  • ควรเลือกกินข้าวต้ม: เมื่อมีไข้, เพิ่งฟื้นไข้, หลังผ่าตัด, ปวดกระเพาะอาหารกำเริบ, ท้องเสีย หรือมีปัญหาเรื่องการเคี้ยวกลืน
  • ควรเลือกกินข้าวสวย: เมื่อร่างกายแข็งแรงดี ต้องการสารอาหารที่ครบถ้วน และต้องการให้อิ่มท้องยาวนาน
  • ทางเลือกยืดหยุ่น: ข้าวสวยหุงนิ่ม, ข้าวต้มเครื่อง หรือข้าวต้มงวดเข้มข้น สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามความเหมาะสมของสภาพร่างกายในแต่ละวัน

สรุป: ข้าวต้มไม่ได้ดีไปกว่าข้าวสวยเสมอไป ข้าวต้มเหมาะสำหรับช่วงเวลาที่ร่างกายต้องการพักผ่อนหรืออ่อนแอ แต่สำหรับคนทั่วไปที่ร่างกายแข็งแรง การกินข้าวสวยโดยเคี้ยวให้ละเอียด ควบคู่ไปกับการทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ คือวิธีดูแลระบบย่อยอาหารและสุขภาพที่ดีที่สุด

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
ตั้ง Sanook เป็นข่าวโปรดบน Google
กำลังโหลดข้อมูล