8 อาหารที่คนแพ้มากที่สุดในโลก กินอยู่ทุกวัน ร่างกายอาจกำลังต่อต้านโดยไม่รู้ตัว

8 อาหารที่คนแพ้มากที่สุดในโลก กินอยู่ทุกวัน ร่างกายอาจกำลังต่อต้านโดยไม่รู้ตัว

8 อาหารที่คนแพ้มากที่สุดในโลก กินอยู่ทุกวัน ร่างกายอาจกำลังต่อต้านโดยไม่รู้ตัว
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

8 อาหารที่คนแพ้มากที่สุดในโลก กินอยู่ทุกวัน แต่อาจไม่รู้ว่าร่างกายกำลังต่อต้าน อะไรที่เคยกินได้ วันหนึ่งอาจแพ้ไม่ตั้งตัว

 อาการแพ้อาหาร เกิดจากความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันที่เข้าใจผิดว่าโปรตีนบางชนิดในอาหารเป็นสิ่งอันตราย จึงตอบสนองด้วยการสร้างสารภูมิคุ้มกันและสารเคมีบางชนิดออกมา ส่งผลให้เกิดอาการแพ้ตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย

แม้อาหารชนิดเดียวกันจะปลอดภัยสำหรับคนส่วนใหญ่ แต่ในผู้ที่มีภาวะแพ้อาหาร ร่างกายจะไวต่อสารบางอย่างมากกว่าปกติ ทำให้เกิดอาการตั้งแต่เล็กน้อย เช่น คันหรือผื่นขึ้น ไปจนถึงอาการรุนแรงที่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิต

สาเหตุหลักของอาการแพ้อาหาร

สาเหตุสำคัญของการแพ้อาหารมักเกิดจาก ระบบภูมิคุ้มกันตอบสนองต่อโปรตีนในอาหารมากเกินไป โดยอาหารที่มักกระตุ้นอาการแพ้ ได้แก่ นม ไข่ ถั่วลิสง ถั่วเปลือกแข็ง อาหารทะเล ปลา ถั่วเหลือง และข้าวสาลี

เมื่อร่างกายได้รับอาหารที่แพ้ ระบบภูมิคุ้มกันจะสร้างสารที่เรียกว่า อิมมูโนโกลบูลิน อี (IgE) เพื่อจดจำสารนั้น เมื่อได้รับอาหารชนิดเดิมอีกครั้ง สาร IgE จะกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งสารฮิสตามีน (Histamine) ซึ่งเป็นตัวทำให้เกิดอาการแพ้

ทำไมบางคนถึงแพ้อาหาร แต่บางคนไม่แพ้?

ยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจนว่าเหตุใดคนบางคนจึงเกิดอาการแพ้อาหาร แต่มีหลายปัจจัยที่เกี่ยวข้อง เช่น พันธุกรรม ระบบภูมิคุ้มกัน ความไวของร่างกาย และสิ่งแวดล้อม

  • พันธุกรรม: ผู้ที่มีคนในครอบครัวเป็นโรคภูมิแพ้ เช่น ภูมิแพ้อากาศ หอบหืด หรือผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง อาจมีโอกาสแพ้อาหารมากขึ้น
  • ระบบภูมิคุ้มกันไวเกิน: ร่างกายบางคนตอบสนองต่อโปรตีนในอาหารรุนแรงกว่าปกติ
  • อายุ: เด็กเล็กมีโอกาสแพ้อาหารบางชนิดมากกว่า แต่บางอาการอาจดีขึ้นเมื่อโตขึ้น
  • สภาพแวดล้อม: ปัจจัยด้านอาหาร การสัมผัสสารต่าง ๆ และรูปแบบการใช้ชีวิตอาจมีส่วนเกี่ยวข้อง

ทำไมกินมาตลอดชีวิต แต่อยู่ ๆ ถึงแพ้?

หลายคนอาจสงสัยว่า “กินอาหารชนิดนี้มาตั้งแต่เด็ก ไม่เคยมีปัญหาเลย แต่วันหนึ่งกลับมีอาการแพ้” เรื่องนี้สามารถเกิดขึ้นได้จริง เพราะ อาการแพ้อาหารไม่ได้จำเป็นต้องเกิดขึ้นตั้งแต่ครั้งแรกที่รับประทาน และบางคนอาจเพิ่งมีอาการเมื่อโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว

สาเหตุเกิดจากระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา แม้เคยรับประทานอาหารชนิดหนึ่งได้ตามปกติ แต่เมื่อร่างกายเกิดความไวต่อโปรตีนบางชนิดมากขึ้น ก็อาจเริ่มตอบสนองผิดปกติและเกิดอาการแพ้ได้

1. ระบบภูมิคุ้มกันเปลี่ยนแปลงตามช่วงวัย

ระบบภูมิคุ้มกันไม่ได้คงที่ตลอดชีวิต เมื่ออายุเพิ่มขึ้น ร่างกายอาจมีการเปลี่ยนแปลง ทำให้เกิดความไวต่อสารบางชนิดมากขึ้น จนอาหารที่เคยรับประทานได้ กลายเป็นสิ่งกระตุ้นอาการแพ้ในภายหลัง

บางคนอาจมีแนวโน้มทางพันธุกรรมอยู่แล้ว แต่ยังไม่แสดงอาการ จนกระทั่งมีปัจจัยบางอย่างมากระตุ้นให้ระบบภูมิคุ้มกันตอบสนองมากขึ้น

2. เคยได้รับสารกระตุ้นในปริมาณน้อย แต่ยังไม่เกิดอาการ

อาการแพ้อาหารไม่ได้เกิดขึ้นจากการกินครั้งแรกเสมอไป เพราะในบางกรณี ร่างกายอาจเคยสัมผัสโปรตีนจากอาหารชนิดนั้นมาก่อน และค่อย ๆ สร้างความไวต่อสารดังกล่าว

เมื่อได้รับอาหารชนิดเดิมอีกครั้งในอนาคต ระบบภูมิคุ้มกันจึงตอบสนองรุนแรงขึ้นและแสดงอาการแพ้ออกมา

3. อายุที่มากขึ้นอาจเพิ่มความเสี่ยงแพ้อาหารบางชนิด

แม้อาการแพ้อาหารจะพบมากในเด็ก แต่ผู้ใหญ่ก็สามารถเกิดอาการแพ้อาหารใหม่ได้เช่นกัน โดยเฉพาะอาหารบางประเภท เช่น อาหารทะเล ถั่ว หรือปลาบางชนิด

ผู้ที่ไม่เคยแพ้อาหารทะเลมาก่อน ก็อาจเกิดอาการแพ้กุ้ง ปู หรือหอยในช่วงวัยผู้ใหญ่ได้

4. ปัจจัยด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อมมีผล

การเปลี่ยนแปลงของร่างกาย เช่น ความเครียด การเจ็บป่วย การติดเชื้อ การเปลี่ยนแปลงของระบบทางเดินอาหาร หรือการสัมผัสสารก่อภูมิแพ้อื่น ๆ อาจมีส่วนทำให้ระบบภูมิคุ้มกันไวขึ้น

นอกจากนี้ พฤติกรรมการกินหรือสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป ก็อาจเกี่ยวข้องกับการเกิดอาการแพ้ในบางคน

อาการแบบไหนที่อาจบอกว่าเป็น "แพ้อาหาร"?

  • มีผื่นแดง คัน หรือลมพิษหลังรับประทานอาหาร
  • ริมฝีปาก ลิ้น หรือใบหน้าบวม
  • คันในปากหรือคอ
  • ปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน หรือท้องเสีย
  • ไอ หายใจมีเสียงหวีด แน่นหน้าอก
  • หน้ามืด ความดันต่ำ หรือหมดสติ

เคยกินได้ ไม่ได้แปลว่าจะไม่แพ้ในอนาคต

ความเข้าใจผิดที่หลายคนมีคือ หากเคยรับประทานอาหารชนิดหนึ่งมานานโดยไม่มีปัญหา แปลว่าไม่มีทางแพ้อาหารชนิดนั้น แต่ในความเป็นจริง อาการแพ้สามารถเกิดขึ้นภายหลังได้

หากพบว่าเกิดอาการผิดปกติซ้ำ ๆ หลังรับประทานอาหารบางชนิด ควรจดบันทึกอาหารที่กินและช่วงเวลาที่เริ่มมีอาการ เพื่อช่วยให้แพทย์ประเมินหาสาเหตุได้แม่นยำขึ้น 

8 กลุ่มอาหารที่ก่อให้เกิดอาการแพ้ได้บ่อยที่สุด

1. นมวัว

นมวัวเป็นหนึ่งในอาหารที่พบการแพ้บ่อย โดยเฉพาะในเด็กเล็ก เนื่องจากร่างกายบางคนไม่สามารถตอบสนองต่อโปรตีนในนมวัว เช่น เคซีน (Casein) และเวย์โปรตีน (Whey Protein) ได้

อาการแพ้อาจเกิดขึ้นหลังดื่มนมหรือรับประทานผลิตภัณฑ์จากนม เช่น ชีส โยเกิร์ต และเนย โดยอาจมีอาการผื่น คัน อาเจียน ปวดท้อง หรือถ่ายเหลว

2. ไข่

ไข่เป็นอาหารที่เด็กแพ้ได้ค่อนข้างบ่อย โดยเฉพาะโปรตีนในไข่ขาว เช่น โอวัลบูมิน (Ovalbumin) ซึ่งเป็นตัวกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันในบางคน

อาการแพ้อาจเกิดหลังรับประทานไข่โดยตรง หรืออาหารที่มีส่วนผสมของไข่ เช่น ขนม เบเกอรี่ มายองเนส และอาหารแปรรูปบางชนิด

3. ถั่วลิสง

ถั่วลิสงเป็นหนึ่งในอาหารที่ขึ้นชื่อเรื่องการกระตุ้นอาการแพ้รุนแรง โดยบางคนสามารถเกิดอาการได้แม้ได้รับปริมาณเพียงเล็กน้อย

ผู้ที่แพ้ถั่วลิสงควรระวังอาหารที่อาจมีส่วนผสมของถั่ว เช่น ขนม ซอสบางชนิด อาหารเอเชียบางประเภท และผลิตภัณฑ์ที่ผลิตในโรงงานเดียวกับถั่ว

4. ถั่วเปลือกแข็ง (Tree Nuts)

ถั่วประเภทต่าง ๆ เช่น อัลมอนด์ วอลนัต เม็ดมะม่วงหิมพานต์ พิสตาชิโอ และเฮเซลนัต สามารถก่อให้เกิดอาการแพ้ได้

อาการแพ้ถั่วกลุ่มนี้ในบางรายอาจรุนแรง และมีโอกาสเกิดอาการแพ้ซ้ำเมื่อได้รับอาหารอีกครั้ง

5. อาหารทะเลประเภทมีเปลือก

กุ้ง ปู ล็อบสเตอร์ และหอย เป็นอาหารที่พบการแพ้ในผู้ใหญ่ค่อนข้างมาก โดยโปรตีนบางชนิด เช่น ทรอพอไมโอซิน (Tropomyosin) เป็นสารที่เกี่ยวข้องกับอาการแพ้

ผู้ที่แพ้อาหารทะเลอาจมีอาการตั้งแต่คันตามตัว ลมพิษ ปากบวม ไปจนถึงหายใจลำบาก

6. ปลา

ปลาบางชนิด เช่น แซลมอน ทูน่า หรือปลาค็อด อาจทำให้เกิดอาการแพ้ได้ เนื่องจากมีโปรตีนที่กระตุ้นภูมิคุ้มกัน โดยอาการแพ้ปลาอาจเกิดขึ้นแม้รับประทานในปริมาณไม่มาก

นอกจากเนื้อปลาแล้ว ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของปลา เช่น น้ำปลา หรืออาหารแปรรูปบางชนิด ก็อาจเป็นสิ่งที่ต้องระวังในผู้ที่แพ้รุนแรง

7. ถั่วเหลือง

ถั่วเหลืองเป็นส่วนประกอบที่พบได้ในอาหารจำนวนมาก เช่น เต้าหู้ นมถั่วเหลือง ซอสถั่วเหลือง และอาหารแปรรูปบางชนิด

แม้คนจำนวนมากสามารถรับประทานได้ตามปกติ แต่บางคนอาจมีอาการแพ้ เช่น ผื่น คัน ปวดท้อง หรืออาการทางระบบทางเดินหายใจ

8. ข้าวสาลี

ข้าวสาลีมีโปรตีนหลายชนิดที่อาจกระตุ้นอาการแพ้ได้ โดยพบในอาหารใกล้ตัว เช่น ขนมปัง เส้นพาสต้า เบเกอรี่ และอาหารแปรรูปบางชนิด

ผู้ที่แพ้ข้าวสาลีควรแยกให้ออกระหว่าง “แพ้ข้าวสาลี” กับ “ภาวะแพ้กลูเตนหรือโรคเซลิแอค” ซึ่งเป็นคนละภาวะกัน

แพ้อาหารควรทำอย่างไร?

หากสงสัยว่าแพ้อาหาร ควรจดบันทึกว่าเกิดอาการหลังรับประทานอาหารชนิดใด ปริมาณเท่าไร และมีอาการอะไรเกิดขึ้น เพื่อช่วยให้แพทย์วินิจฉัยได้แม่นยำขึ้น

ผู้ที่เคยมีอาการแพ้รุนแรงควรหลีกเลี่ยงอาหารชนิดนั้นอย่างเคร่งครัด และควรปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับแนวทางป้องกัน โดยเฉพาะหากมีประวัติเคยเกิดภาวะแพ้รุนแรง

 

 

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
ตั้ง Sanook เป็นข่าวโปรดบน Google
กำลังโหลดข้อมูล