ฮือฮา! "ดวงตาพญานาคา" โผล่กลางถ้ำนาคา เปิดที่มา สิ่งนี้คืออะไร เกิดขึ้นได้อย่างไร?

เปิดความลับ “ดวงตาพญานาคา” แห่งถ้ำนาคา ภาพมหัศจรรย์ ที่ธรรมชาติสร้าง แท้จริงแล้วคืออะไร เกิดขึ้นได้อย่างไร?
กลายเป็นอีกหนึ่งภาพมหัศจรรย์ที่เรียกความสนใจจากนักท่องเที่ยว เมื่อ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช โพสต์ภาพหลุมหินบนลานหินบริเวณถ้ำนาคา อุทยานแห่งชาติภูลังกา จังหวัดบึงกาฬ ที่มีน้ำฝนขังจนสะท้อนแสงเป็นประกาย มองดูคล้ายดวงตาขนาดใหญ่ จนได้รับการเรียกขานว่า “ดวงตาพญานาคา”
แม้ชื่อเรียกจะเชื่อมโยงกับเรื่องราวความเชื่อและความศรัทธาที่ผูกพันกับถ้ำนาคา แต่สิ่งที่ปรากฏอยู่บนลานหินไม่ได้เกิดจากการแกะสลักหรือการตกแต่งขึ้นใหม่ หากเป็นปรากฏการณ์ที่อธิบายได้ด้วยกระบวนการทางธรณีวิทยา ซึ่งต้องอาศัยทั้งรูปทรงของหลุมหิน น้ำฝน และแสงอาทิตย์มาประกอบกัน
“ดวงตาพญานาคา” คืออะไร?
ดวงตาพญานาคา คือแอ่งหรือหลุมที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติบนลานหินทราย บริเวณเส้นทางท่องเที่ยวถ้ำนาคา ภายในอุทยานแห่งชาติภูลังกา อำเภอบึงโขงหลง จังหวัดบึงกาฬ
เมื่อเข้าสู่ฤดูฝน น้ำจะไหลเข้าไปสะสมอยู่ภายในหลุม ประกอบกับมุมตกกระทบของแสงอาทิตย์ ทำให้ผิวน้ำเกิดเงาสะท้อนและเป็นประกาย เมื่อนักท่องเที่ยวมองจากมุมที่เหมาะสม จะเห็นภาพคล้ายดวงตาขนาดใหญ่ปรากฏอยู่บนผิวหิน
ชื่อ “ดวงตาพญานาคา” จึงเป็นชื่อที่ใช้เรียกตามรูปลักษณ์ที่มองเห็นและบริบทของสถานที่ ไม่ใช่ชื่อทางธรณีวิทยาอย่างเป็นทางการ ส่วนตัวหลุมหินนั้นเป็นลักษณะทางธรรมชาติที่เรียกว่า “กุมภลักษณ์” หรือ “กุมภบก”

หลุมหินธรรมชาตินี้เกิดขึ้นได้อย่างไร?
จุดเริ่มต้นของดวงตาพญานาคาเกิดจากการผุพังและกัดเซาะของลานหินทรายเป็นเวลานาน น้ำฝนและกระแสน้ำจะไหลผ่านรอยแตกหรือบริเวณที่เนื้อหินอ่อนแอกว่าส่วนอื่น ก่อนพัดพาเม็ดทราย กรวด และเศษหินเข้าไปสะสมอยู่ในแอ่งเล็กๆ
เมื่อกระแสน้ำเคลื่อนตัวเป็นวง เม็ดกรวดและเศษหินภายในแอ่งจะหมุนวนและเสียดสีกับพื้นหินอย่างต่อเนื่อง กระบวนการนี้ค่อยๆ กัดเซาะแอ่งให้ลึกและกว้างขึ้น จากหลุมขนาดเล็กจึงพัฒนาเป็นหลุมหินทรงกลมหรือรูปทรงคล้ายหม้อ
การเกิดหลุมลักษณะนี้ไม่ได้ใช้เวลาเพียงไม่กี่วันหรือไม่กี่ฤดูฝน แต่เป็นผลจากกระบวนการธรรมชาติที่ดำเนินต่อเนื่องเป็นเวลายาวนาน โดยมีทั้งน้ำ การเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิ และการผุพังของหินเป็นปัจจัยร่วมกัน

เหตุใดจึงดูเหมือน “ดวงตา” มากที่สุดในฤดูฝน?
หัวหน้าอุทยานแห่งชาติภูลังกาให้ข้อมูลว่า แอ่งน้ำบริเวณนี้มีความลึกประมาณ 1.5–2 เมตร จึงสามารถกักเก็บน้ำไว้ได้เกือบตลอดทั้งปี แต่ความสวยงามของภาพที่เห็นจะเปลี่ยนไปตามปริมาณน้ำ สภาพอากาศ และทิศทางของแสง
ในช่วงฤดูฝน น้ำภายในแอ่งจะมีระดับสูงและเต็มพื้นที่มากกว่าเดิม เมื่อผิวน้ำค่อนข้างนิ่งและได้รับแสงอาทิตย์ในมุมที่พอดี แสงจะสะท้อนกลับมายังสายตาของผู้ชม เกิดความสว่างและมิติคล้ายรูม่านตาที่กำลังเปล่งประกาย
สีของน้ำ เงาจากขอบหลุม ลวดลายของหิน และสภาพแวดล้อมโดยรอบ ยังช่วยเสริมให้ภาพดูคล้ายดวงตามากขึ้น อย่างไรก็ตาม ภาพที่นักท่องเที่ยวเห็นอาจไม่เหมือนกันทุกครั้ง เพราะขึ้นอยู่กับช่วงเวลา เมฆ แสงแดด ระดับน้ำ และตำแหน่งที่ยืนชม

ช่วงไหนเหมาะไปชมดวงตาพญานาคามากที่สุด?
ช่วงที่เหมาะสำหรับการชมปรากฏการณ์นี้คือระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงตุลาคม ซึ่งเป็นฤดูฝนของพื้นที่ เนื่องจากมีน้ำเติมเต็มแอ่งและมีโอกาสเกิดเงาสะท้อนที่ชัดเจน โดยเฉพาะวันที่ท้องฟ้าเปิดและมีแสงอาทิตย์ตกกระทบในมุมที่เหมาะสม
หลังเดือนตุลาคมเป็นต้นไป ระดับน้ำจะค่อยๆ ลดลง ขณะที่เศษใบไม้และวัสดุธรรมชาติอาจเข้าไปสะสมบนผิวน้ำ ทำให้ภาพสะท้อนไม่คมชัดและความสวยงามลดลงเมื่อเทียบกับช่วงที่น้ำเต็มแอ่ง
อย่างไรก็ตาม การเดินทางในฤดูฝนอาจพบเส้นทางเปียกและลื่น นักท่องเที่ยวจึงควรตรวจสอบสภาพอากาศ ประกาศเปิด-ปิดพื้นที่ และข้อกำหนดของอุทยานแห่งชาติภูลังกาก่อนออกเดินทางทุกครั้ง
มากกว่าความเชื่อ คือพื้นที่เรียนรู้ทางธรณีวิทยา
นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ระบุว่า ปรากฏการณ์ดวงตาพญานาคาสะท้อนถึงความอัศจรรย์ของธรรมชาติภายในอุทยานแห่งชาติภูลังกา ซึ่งไม่ได้มีความโดดเด่นเฉพาะเรื่องความเชื่อและความศรัทธาเท่านั้น แต่ยังมีคุณค่าทางธรณีวิทยาและธรรมชาติวิทยาอีกด้วย
ลานหิน รูปทรงคล้ายเกล็ด และหลุมหินที่เกิดจากการกัดเซาะ ล้วนเป็นหลักฐานที่ช่วยให้ผู้มาเยือนได้เห็นว่า น้ำและสภาพแวดล้อมสามารถเปลี่ยนแปลงพื้นผิวหินได้อย่างไร เมื่อกระบวนการเหล่านี้ดำเนินต่อเนื่องเป็นเวลานาน
อุทยานฯ ขอความร่วมมือ ชมได้แต่อย่าสัมผัสหรือทำลาย
กรมอุทยานแห่งชาติฯ ขอให้นักท่องเที่ยวชมดวงตาพญานาคาด้วยความสำรวม และปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด ไม่สัมผัส ขีดเขียน เคลื่อนย้ายเศษหิน หรือทิ้งสิ่งของลงในแอ่งน้ำ เพราะอาจทำลายพื้นผิวและสภาพแวดล้อมตามธรรมชาติของจุดดังกล่าว
เนื่องจากแอ่งมีความลึกประมาณ 1.5–2 เมตร นักท่องเที่ยวไม่ควรลงไปในหลุมหรือยืนชิดขอบมากเกินไป โดยเฉพาะในวันที่พื้นหินเปียก เพราะอาจลื่นล้มและเกิดอันตรายได้
ดวงตาพญานาคาเกิดจากธรรมชาติ ไม่ใช่สิ่งที่คนสร้างขึ้น
ดวงตาพญานาคา คือหลุมหินธรรมชาติบนลานหินทรายบริเวณถ้ำนาคา ซึ่งค่อยๆ เกิดจากการผุพังและกัดเซาะของน้ำ เมื่อฤดูฝนเติมน้ำลงในแอ่งและแสงอาทิตย์ตกกระทบในมุมที่พอดี ผิวน้ำจะเกิดเงาสะท้อนคล้ายดวงตาขนาดใหญ่
ความงดงามของสถานที่แห่งนี้จึงเป็นจุดที่ธรรมชาติ ความเชื่อ และความรู้ทางธรณีวิทยามาบรรจบกัน นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางไปชมได้ตามเส้นทางที่อุทยานกำหนด พร้อมช่วยกันรักษาสภาพพื้นที่ เพื่อให้ดวงตาพญานาคายังคงเป็นความมหัศจรรย์ของภูลังกาต่อไปอย่างยั่งยืน
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี

