“พินัยกรรมขอตายดี” คืออะไร? คนไทยแห่ทำพุ่งกว่า 10 เท่า เปิดวิธีและสิทธิที่ควรรู้

“พินัยกรรมขอตายดี” คืออะไร? ทำแล้วได้อะไร? คนไทยแห่ทำพุ่งกว่า 10 เท่า เเปิดวิธีทำออนไลน์และสิทธิประโยชน์ที่ควรรู้
เรื่องความตายอาจเป็นหัวข้อที่หลายครอบครัวไม่อยากพูดถึง แต่คนไทยจำนวนมากเริ่มมองว่าการวางแผนวาระสุดท้ายไม่ใช่การแช่งตัวเอง หากเป็นการกำหนดความต้องการไว้ล่วงหน้า เพื่อให้แพทย์และคนในครอบครัวรู้ว่าควรดูแลอย่างไรเมื่อวันหนึ่งเจ้าตัวไม่สามารถสื่อสารหรือตัดสินใจได้ด้วยตนเอง
ข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ หรือ สช. ซึ่งเปิดเผยผ่าน นพ.อภิชาติ รอดสม รองเลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ พบว่า จำนวนผู้จัดทำหนังสือแสดงเจตนาผ่านระบบออนไลน์ หรือ e-Living Will เพิ่มขึ้นจากประมาณ 8,000 รายในช่วงปลายปี 2568 เป็นเกือบ 100,000 รายในช่วงใกล้สิ้นปีงบประมาณ 2569 หรือเพิ่มขึ้นมากกว่า 10 เท่า
ผู้หญิงเป็นกลุ่มที่จัดทำหนังสือแสดงเจตนามากกว่าผู้ชาย โดยผู้หญิงอายุ 60 ปีขึ้นไปมีจำนวนสูงสุด ขณะเดียวกันก็พบว่าคนวัยทำงานและคนอายุ 18-29 ปีเริ่มให้ความสนใจมากขึ้น สะท้อนว่าการเตรียมวาระสุดท้ายไม่ได้ถูกมองว่าเป็นเรื่องของผู้สูงอายุเพียงกลุ่มเดียวอีกต่อไป
พินัยกรรมขอตายดี คืออะไร?
คำว่า “พินัยกรรมขอตายดี” เป็นชื่อที่ใช้เรียกกันทั่วไปของหนังสือแสดงเจตนาเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลล่วงหน้า หรือ Living Will โดยเจ้าของหนังสือสามารถระบุว่า เมื่อเข้าสู่วาระสุดท้ายของชีวิตแล้ว ไม่ประสงค์รับบริการสาธารณสุขที่เป็นไปเพียงเพื่อยืดการตาย หรือประสงค์ให้ยุติความทรมานจากการเจ็บป่วย
สิทธิดังกล่าวได้รับการรับรองตามมาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 ซึ่งระบุว่า บุคคลมีสิทธิทำหนังสือแสดงเจตนาไม่รับบริการสาธารณสุขที่มีเป้าหมายเพียงเพื่อยืดการตายในวาระสุดท้ายของชีวิตตน และเมื่อบุคลากรสาธารณสุขปฏิบัติตามหนังสืออย่างถูกต้อง ย่อมได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย
หนังสือนี้ไม่ใช่พินัยกรรมแบ่งทรัพย์สิน และไม่ได้มีหน้าที่กำหนดว่าใครจะได้รับมรดก แต่เป็นเอกสารด้านสุขภาพที่ใช้สื่อสารความต้องการเกี่ยวกับการดูแลในช่วงท้ายของชีวิต เช่น ไม่ต้องการรับการรักษาที่รุกรานและไม่ก่อประโยชน์ ต้องการการดูแลแบบประคับประคอง หรือประสงค์ให้บุคคลใดช่วยตัดสินใจแทนเมื่อไม่สามารถสื่อสารได้
Living Will ไม่ใช่การุณยฆาต
หนึ่งในความเข้าใจผิดที่พบบ่อยคือ การทำ Living Will หมายถึงการขอให้แพทย์เร่งให้เสียชีวิต แต่ความจริงแล้ว พินัยกรรมชีวิตไม่ใช่การุณยฆาต และไม่ใช่การช่วยฆ่าตัวตาย แพทย์ไม่ได้ให้ยาหรือดำเนินการเพื่อทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตเร็วขึ้น
หลักสำคัญคือการปล่อยให้การเสียชีวิตเกิดขึ้นตามธรรมชาติ เมื่อผู้ป่วยอยู่ในวาระสุดท้ายและการรักษาบางอย่างทำได้เพียงยืดกระบวนการตายโดยไม่ทำให้โรคหายหรือคุณภาพชีวิตดีขึ้น ผู้ป่วยยังคงได้รับการดูแลแบบประคับประคอง หรือ Palliative Care เพื่อบรรเทาอาการปวด หอบเหนื่อย คลื่นไส้ วิตกกังวล และความทุกข์ด้านจิตใจ
การมี Living Will จึงไม่ได้หมายความว่าจะไม่ได้รับการรักษาเมื่อเจ็บป่วยทั่วไปหรือเกิดเหตุฉุกเฉินที่ยังรักษาให้ดีขึ้นได้ เอกสารจะถูกนำมาพิจารณาเมื่อเข้าเงื่อนไขตามที่ระบุ โดยแพทย์ต้องประเมินสภาวะของผู้ป่วยและพูดคุยกับครอบครัวประกอบกัน
ทำไมคนจำนวนมากเลือกวางแผนวาระสุดท้าย?
เมื่อผู้ป่วยเข้าสู่ระยะท้าย ครอบครัวอาจต้องเผชิญการตัดสินใจที่หนักหน่วง เช่น จะใส่ท่อช่วยหายใจหรือไม่ ควรปั๊มหัวใจหรือย้ายเข้าไอซียูหรือไม่ และจะรักษาต่อไปถึงระดับใด หากไม่เคยพูดคุยกันมาก่อน ญาติอาจไม่รู้ว่าผู้ป่วยต้องการอะไร และต้องแบกรับความรู้สึกผิดไม่ว่าจะเลือกทางใด
การเขียนความต้องการไว้ล่วงหน้าช่วยให้แพทย์และครอบครัวมีแนวทางอ้างอิง ลดความขัดแย้งระหว่างญาติ และลดภาระทางใจของผู้ที่ต้องตัดสินใจแทน ขณะเดียวกัน ผู้ป่วยมีโอกาสได้รับการดูแลที่สอดคล้องกับคุณค่า ความเชื่อ และความต้องการของตนเองมากขึ้น
ในมิติของระบบสุขภาพ การลดการรักษาที่ไม่มีประโยชน์ในวาระสุดท้ายอาจช่วยลดการใช้เตียงไอซียู เครื่องมือ และบุคลากรโดยไม่จำเป็น แต่เป้าหมายหลักของ Living Will ไม่ใช่การประหยัดงบประมาณ หากเป็นการเคารพสิทธิและศักดิ์ศรีของผู้ป่วย พร้อมป้องกันความทุกข์จากการรักษาที่เจ้าตัวไม่ต้องการ
ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นเมื่อยื้อการตายโดยไม่เกิดประโยชน์
1. ผู้ป่วยอาจได้รับความทุกข์ทรมานเพิ่มขึ้น
การรักษาในห้องไอซียูอาจต้องใช้ท่อช่วยหายใจ สายให้อาหาร การเจาะเส้นเลือด และหัตถการหลายอย่าง หากผู้ป่วยอยู่ในระยะที่โรคไม่สามารถรักษาให้หายได้ การเพิ่มเทคโนโลยีทางการแพทย์อาจยืดกระบวนการตายโดยไม่ได้เพิ่มคุณภาพชีวิต
2. ครอบครัวต้องตัดสินใจภายใต้แรงกดดัน
เมื่อผู้ป่วยไม่สามารถสื่อสารได้ ญาติอาจมีความเห็นแตกต่างกัน บางคนต้องการรักษาเต็มที่เพราะกลัวถูกมองว่าไม่กตัญญู ขณะที่บางคนเห็นว่าควรลดความทรมาน การไม่มีข้อมูลความต้องการของผู้ป่วยอาจทำให้เกิดความขัดแย้งและความรู้สึกผิดยาวนาน
3. เกิดภาระด้านเวลาและค่าใช้จ่าย
ครอบครัวบางแห่งต้องหยุดงานหรือลาออกเพื่อดูแลผู้ป่วยระยะท้าย ขณะเดียวกัน การรักษาด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง โดยเฉพาะในโรงพยาบาลเอกชน อาจมีค่าใช้จ่ายสูงมากภายในเวลาไม่นาน และกระทบต่อฐานะของทั้งครอบครัว
4. กระทบทรัพยากรของระบบสุขภาพ
ประเทศไทยกำลังก้าวสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอด ซึ่งจะมีประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไปมากกว่าร้อยละ 20 ความต้องการเตียง การดูแลระยะยาว และการดูแลแบบประคับประคองจะเพิ่มขึ้น การจัดบริการให้เหมาะกับความต้องการจริงของผู้ป่วยจึงเป็นโจทย์สำคัญของระบบสาธารณสุข
ข้อเสนอการพัฒนาระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติยังให้ความสำคัญกับการเพิ่มศักยภาพบริการดูแลระยะยาวและการดูแลแบบประคับประคอง พร้อมลดการยื้อชีวิตหรือยืดความทรมานในช่วงท้าย ซึ่งอาจช่วยลดค่าใช้จ่ายที่ไม่ก่อประโยชน์และเพิ่มคุณภาพการดูแลผู้ป่วย
กลุ่มใดทำพินัยกรรมขอตายดีมากที่สุด?
ข้อมูลผู้จัดทำ Living Will ผ่านระบบออนไลน์พบว่า ผู้หญิงมีจำนวนมากกว่าผู้ชาย โดยกลุ่มอายุที่มีการจัดทำหนังสือแสดงเจตนามากที่สุด เรียงตามลำดับดังนี้
- ผู้หญิงอายุ 60 ปีขึ้นไป
- ผู้หญิงอายุ 45-59 ปี
- ผู้ชายอายุ 60 ปีขึ้นไป
- ผู้หญิงอายุ 30-44 ปี
- ผู้ชายอายุ 45-59 ปี
นอกจากนี้ ยังพบผู้จัดทำหนังสือในช่วงอายุ 18-29 ปี โดยผู้หญิงมีจำนวนมากกว่าผู้ชายเช่นเดียวกัน แนวโน้มดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าคนรุ่นใหม่เริ่มสนใจการวางแผนสุขภาพล่วงหน้า และเข้าใจว่าความเจ็บป่วยรุนแรงหรืออุบัติเหตุสามารถเกิดขึ้นได้กับคนทุกวัย
5 จังหวัดที่มีผู้ทำ Living Will มากที่สุด
| อันดับ | จังหวัด | จำนวนผู้จัดทำ |
|---|---|---|
| 1 | นครราชสีมา | 18,766 คน |
| 2 | สุโขทัย | 13,345 คน |
| 3 | นครศรีธรรมราช | 11,176 คน |
| 4 | พิษณุโลก | 11,053 คน |
| 5 | อุบลราชธานี | 10,816 คน |
นครราชสีมามีจำนวนผู้จัดทำสูงที่สุดในประเทศ ตามด้วยสุโขทัย นครศรีธรรมราช พิษณุโลก และอุบลราชธานี ขณะที่สถานพยาบาลซึ่งลงทะเบียนใช้งานระบบ e-Living Will แล้วมีจำนวน 1,588 แห่ง จากสถานพยาบาลทั้งหมด 14,545 แห่ง
3 เหตุผลที่ยอดทำ Living Will เพิ่มขึ้นกว่า 10 เท่า
ประการแรก ระบบออนไลน์ทำให้เข้าถึงง่ายขึ้น ประชาชนสามารถจัดทำหนังสือจากที่ใดก็ได้ ไม่ต้องรอให้ป่วยหรือเดินทางไปโรงพยาบาล และสามารถกลับมาแก้ไข ปรับปรุง หรือยกเลิกเอกสารได้เมื่อความต้องการเปลี่ยนไป
ประการที่สอง สังคมพูดเรื่องการตายดีมากขึ้น การสื่อสารจากหน่วยงานสุขภาพ บุคลากรทางการแพทย์ สื่อ และผู้มีประสบการณ์ตรง ช่วยลดความเชื่อเดิมว่าการเตรียมเรื่องความตายเป็นการแช่งตัวเอง
ประการที่สาม เกิดการบอกต่อเรื่องสิทธิตามกฎหมาย เมื่อประชาชนรู้ว่า Living Will ช่วยสื่อสารความต้องการ ลดภาระการตัดสินใจของลูกหลาน และช่วยให้ได้รับการดูแลที่ตรงกับเจตนา จึงมีผู้สนใจสมัครใช้งานเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
นพ.อภิชาติระบุว่า ผู้จัดทำหนังสือไม่ได้จำกัดเฉพาะผู้สูงอายุ แต่เริ่มพบในทุกช่วงวัยมากขึ้น เพราะผู้คนเข้าใจว่าการเตรียมตัวล่วงหน้าเป็นการช่วยทั้งตัวเอง ครอบครัว และผู้ดูแล ไม่ใช่การเรียกหาหรือเร่งให้ความตายมาถึง
ทำ Living Will แล้ว โรงพยาบาลจะรู้ได้อย่างไร?
ระบบ e-Living Will ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อเป็นฐานข้อมูลกลาง เมื่อผู้ใช้ระบุหน่วยบริการประจำและจัดเก็บหนังสือในระบบ สถานพยาบาลที่ขึ้นทะเบียนใช้งานจะสามารถค้นหาและเรียกดูข้อมูลได้ตามสิทธิและขั้นตอนที่กำหนด
เมื่อตรวจพบว่าผู้ป่วยอยู่ในวาระสุดท้ายและไม่สามารถสื่อสารความต้องการด้วยตนเอง หนังสือดังกล่าวจะช่วยให้แพทย์และครอบครัวรับรู้เจตนาที่ผู้ป่วยแสดงไว้ และใช้เป็นส่วนหนึ่งของการวางแผนดูแลร่วมกัน
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากยังมีสถานพยาบาลอีกจำนวนมากที่ไม่ได้เชื่อมต่อระบบ ผู้จัดทำควรแจ้งให้ครอบครัว ผู้ตัดสินใจแทน และแพทย์ประจำตัวรับรู้ พร้อมเก็บสำเนาไว้ในจุดที่ค้นหาได้ง่าย เพื่อป้องกันกรณีเกิดเหตุฉุกเฉินแล้วไม่มีใครทราบว่าเคยทำหนังสือไว้
ขั้นตอนทำพินัยกรรมขอตายดีออนไลน์
- เข้าสู่เว็บไซต์ e-livingwill.nationalhealth.or.th
- เข้าสู่ระบบด้วยแอปพลิเคชัน ThaiD หรือสมัครบัญชีด้วยเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก
- เลือกจัดทำหนังสือแสดงเจตนาฉบับใหม่ หรือแนบไฟล์หนังสือเดิมที่เคยจัดทำไว้
- กรอกรายละเอียดความต้องการเกี่ยวกับการดูแลในวาระสุดท้าย รวมถึงข้อมูลผู้ตัดสินใจแทนหรือบุคคลที่ต้องการให้ติดต่อ
- ตรวจสอบข้อมูลและบันทึกหนังสือเข้าสู่ระบบ
- ส่งต่อหรือพิมพ์สำเนาให้ครอบครัว ผู้ตัดสินใจแทน และบุคลากรทางการแพทย์ที่เกี่ยวข้องรับทราบ
หลังจัดทำแล้ว ผู้ใช้สามารถเข้าสู่ระบบเพื่อเรียกดู พิมพ์ ส่งต่อ ปรับปรุง หรือยกเลิกหนังสือได้ด้วยตนเอง การทำ Living Will จึงไม่ใช่การตัดสินใจที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ หากเจ้าของหนังสือมีความคิดหรือสภาวะชีวิตเปลี่ยนไป ก็สามารถแก้ไขเจตนาให้เป็นปัจจุบันได้
ก่อนทำ ควรพูดคุยเรื่องใดกับครอบครัว?
แม้การทำเอกสารออนไลน์จะใช้เวลาไม่นาน แต่สิ่งสำคัญไม่แพ้กันคือการพูดคุยกับคนในครอบครัว ควรอธิบายว่าเหตุใดจึงไม่ต้องการการรักษาบางอย่างในวาระสุดท้าย ต้องการรับการดูแลที่บ้านหรือโรงพยาบาล และใครคือบุคคลที่ไว้วางใจให้ช่วยสื่อสารแทน
ผู้มีโรคประจำตัวหรือโรคร้ายแรงควรปรึกษาแพทย์เพื่อทำความเข้าใจทางเลือกการรักษา เพราะคำว่า “ไม่ยื้อชีวิต” อาจมีรายละเอียดแตกต่างกันในแต่ละโรค การพูดคุยล่วงหน้าจะช่วยให้ข้อความในหนังสือชัดเจนและนำไปปฏิบัติได้จริงมากขึ้น
สรุป พินัยกรรมชีวิตคือการวางแผน ไม่ใช่การเร่งความตาย
ยอดผู้ทำพินัยกรรมขอตายดีผ่านระบบออนไลน์ที่เพิ่มจากประมาณ 8,000 รายเป็นเกือบ 100,000 ราย สะท้อนว่าสังคมไทยเริ่มเปิดใจพูดถึงสิทธิและคุณภาพชีวิตในวาระสุดท้ายมากขึ้น โดยผู้หญิงอายุ 60 ปีขึ้นไปเป็นกลุ่มใหญ่ที่สุด และนครราชสีมามียอดผู้จัดทำสูงสุดในประเทศ
Living Will ไม่ได้หมายถึงการปฏิเสธการรักษาทุกชนิด และไม่ใช่การุณยฆาต แต่เป็นการแสดงเจตนาว่าไม่ต้องการรับการรักษาที่ทำได้เพียงยืดกระบวนการตายในวาระสุดท้าย ผู้ป่วยยังคงได้รับการดูแลแบบประคับประคองเพื่อบรรเทาความเจ็บปวดและรักษาศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
เอกสารเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ หากคนในครอบครัวไม่เคยรับรู้ความต้องการนั้น การเริ่มพูดคุยกันตั้งแต่วันที่ยังแข็งแรง พร้อมจัดทำและส่งต่อ Living Will ให้ผู้เกี่ยวข้อง จึงเป็นก้าวสำคัญที่จะช่วยให้เจ้าของชีวิตได้รับการดูแลตามความประสงค์ และช่วยให้คนที่อยู่ข้างหลังตัดสินใจได้โดยไม่ต้องคาดเดา
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี

