ดื่มน้ำน้อย ส่งผลอย่างไรกับหัวใจ? ไม่ชอบดื่มน้ำเปล่า เครื่องดื่มอื่นทดแทนได้หรือไม่

ดื่มน้ำน้อย ส่งผลอย่างไรกับหัวใจ? ไม่ชอบดื่มน้ำเปล่า เครื่องดื่มอื่นทดแทนได้หรือไม่

ดื่มน้ำน้อย ส่งผลอย่างไรกับหัวใจ? ไม่ชอบดื่มน้ำเปล่า เครื่องดื่มอื่นทดแทนได้หรือไม่
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

ดื่มน้ำน้อย ทำให้เลือดหนืดจริงไหม ส่งผลอย่างไรกับหัวใจ? ไม่ชอบดื่มน้ำเปล่า เครื่องดื่มอื่นทดแทนได้หรือไม่ 

หลายคนอาจเคยได้ยินคำเตือนว่า “ดื่มน้ำน้อย ระวังเลือดหนืด เสี่ยงเส้นเลือดในสมองตีบ” จนเกิดความกังวลว่าการดื่มน้ำน้อยในแต่ละวันจะเป็นสาเหตุของภาวะเลือดข้นและโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke)

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจาก สสส. ระบุว่า ความเชื่อดังกล่าวมีความคลาดเคลื่อน เพราะการดื่มน้ำน้อยเพียงอย่างเดียว ไม่ได้ทำให้เกิดภาวะขาดน้ำและเกลือแร่อย่างรุนแรงจนทำให้เลือดข้น

ภาวะเลือดข้น คืออะไร?

ภาวะเลือดข้น (Polycythemia) หรือ ภาวะเลือดหนืด คือ ภาวะที่เลือดมีความเข้มข้นของเม็ดเลือดแดงสูงผิดปกติ ส่งผลให้เลือดไหลเวียนไปทั่วร่างกายได้ยากขึ้น และอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดลิ่มเลือดอุดตันตามอวัยวะต่าง ๆ

สาเหตุสำคัญของภาวะเลือดข้นมักเกิดจากการที่ร่างกายสร้างเม็ดเลือดแดงมากกว่าปกติ ไม่ได้เกิดจากการดื่มน้ำน้อยในชีวิตประจำวันเพียงอย่างเดียว

ดื่มน้ำน้อย ทำให้เลือดข้นจริงหรือไม่?

แม้ว่าในกรณีที่ร่างกายสูญเสียน้ำและเกลือแร่อย่างรุนแรง เช่น ภาวะขาดน้ำมาก อาจทำให้เลือดมีความเข้มข้นขึ้นชั่วคราวได้ แต่การดื่มน้ำน้อยตามปกติไม่ได้ทำให้เกิดภาวะเลือดข้น

ร่างกายของคนทั่วไปมีระบบควบคุมสมดุลน้ำที่สามารถปรับตัวได้ดี การดื่มน้ำในปริมาณที่เหมาะสมจึงเพียงพอต่อการทำงานของร่างกาย โดยทั่วไปแนะนำให้ดื่มน้ำประมาณ 1-2 ลิตรต่อวัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับกิจกรรม สภาพอากาศ อายุ และสุขภาพของแต่ละคน

ภาวะขาดน้ำ คืออะไร

การดื่มน้ำน้อยไม่ได้ทำให้เลือดหนืด แต่อาจทำให้เกิด ภาวะขาดน้ำ (Dehydration) เกิดขึ้นเมื่อร่างกายใช้น้ำหรือสูญเสียน้ำออกไปมากกว่าปริมาณที่ได้รับเข้ามา หากของเหลวที่สูญเสียไปไม่ได้รับการทดแทน ก็จะนำไปสู่ภาวะขาดน้ำ และทำให้ร่างกายมีน้ำรวมถึงของเหลวอื่น ๆ ไม่เพียงพอต่อการทำหน้าที่ตามปกติ ซึ่งส่งผลต่อสมดุลของน้ำและเกลือแร่ในร่างกายได้

ภาวะขาดน้ำอาจเกิดจากการเจ็บป่วย เช่น ท้องร่วงรุนแรงหรืออาเจียน, ภาวะสุขภาพบางประการและยาบางชนิดที่เพิ่มความเสี่ยง, หรือเกิดจากการดื่มน้ำไม่เพียงพอในสภาพอากาศร้อนจัดหรือขณะออกกำลังกายอย่างหนัก

ภาวะขาดน้ำส่งผลต่ออัตราการเต้นของหัวใจอย่างไร? Heart Research Institute (HRI) หรือ สถาบันวิจัยหัวใจในประเทศออสเตรเลีย ระบุว่า เมื่อร่างกายขาดน้ำ ปริมาณเลือดที่ไหลเวียนในร่างกายจะลดลง หัวใจจึงต้องพยายามชดเชยด้วยการเต้นให้เร็วขึ้น ส่งผลให้อัตราการเต้นของหัวใจเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งจะทำให้หัวใจเกิดความเครียดและต้องทำงานหนักกว่าปกติ

ดื่มน้ำน้อยเป็นต้นเหตุของสโตรกจริงไหม?

การดื่มน้ำน้อยไม่ได้เป็นสาเหตุโดยตรงของโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) แต่พฤติกรรมการดื่มเครื่องดื่มที่ไม่เหมาะสมเป็นเวลานาน เช่น ดื่มน้ำอัดลมหรือเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูงแทนน้ำเปล่า อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคต่าง ๆ เช่น โรคเบาหวานและความดันโลหิตสูง ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงของสโตรก

สำหรับปัจจัยเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับโรคหลอดเลือดสมอง ได้แก่

  • โรคความดันโลหิตสูง

  • โรคไขมันในเลือดสูง

  • โรคเบาหวาน

  • โรคหัวใจ

  • การสูบบุหรี่

  • การไม่ออกกำลังกาย

  • การดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป

  • ประวัติครอบครัวเป็นโรคหลอดเลือดสมอง

ดื่มน้ำเท่าไหร่ถึงเพียงพอ

เมื่อร่างกายขาดน้ำ อาจมีสัญญาณเตือน เช่น กระหายน้ำ ปากแห้ง ปัสสาวะสีเข้ม มีกลิ่นฉุน อ่อนเพลีย มึนศีรษะ ง่วงซึม หรือรู้สึกไม่สดชื่น ควรดื่มน้ำเพื่อเติมสมดุลให้ร่างกาย

อย่างไรก็ตาม การดื่มน้ำควรทำอย่างเหมาะสม ไม่ควรดื่มรวดเดียวในปริมาณมากเกินไป เพราะร่างกายอาจไม่สามารถขับน้ำส่วนเกินออกได้ทัน

ปริมาณน้ำที่เหมาะสมแตกต่างกันในแต่ละคน ขึ้นอยู่กับอายุ น้ำหนักตัว กิจกรรมที่ทำ สภาพอากาศ และโรคประจำตัว

โดยทั่วไป ผู้ใหญ่ควรดื่มน้ำให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย ไม่จำเป็นต้องฝืนดื่มมากเกินไปจนเกินความจำเป็น เพราะการดื่มน้ำมากเกินไปก็อาจส่งผลเสียต่อสมดุลเกลือแร่ในร่างกายได้

วิธีสังเกตง่าย ๆ คือ สีของปัสสาวะ หากเป็นสีเหลืองอ่อนมักบ่งบอกว่าร่างกายได้รับน้ำเพียงพอ แต่หากเป็นสีเหลืองเข้มหรือเข้มมาก อาจเป็นสัญญาณว่าควรเพิ่มปริมาณน้ำ

ตารางการดื่มน้ำจาก กรมอนามัย

ใน 1 วันเราควรดื่มน้ำ 8-10 แก้ว หากดื่มน้ำมากเกินไปเสี่ยงเกิดภาวะน้ำเป็นพิษ หรือหากดื่มน้อยเกินไป ทำให้เกิดภาวะขาดน้ำได้เช่นกันระยะเวลาที่ควรดื่มน้ำ

  • ตื่นนอน 1 แก้ว
  • 09.00 - 10.00 น. 2 แก้ว
  • 13.00 - 14.00 น. 2 แก้ว
  • 19.00 - 20.00 น. 2 แก้ว
  • ก่อนนอน อีก 1 แก้ว เพื่อให้ตลอดทั้งวันร่างกายได้รับสารน้ำเพียงพอให้น้ำที่ดื่มไหลเวียนชะล้างสิ่งตกค้างในลำไส้ กระเพาะอาหาร และถ้าเป็นน้ำอุ่นจะช่วยให้หลับสบายขึ้น

ข้อแนะนำในการดื่มน้ำอย่างเหมาะสม

  • หากเสียเหงื่อมาก ออกกำลังกายหนัก หรือมีอาการท้องเสีย ควรได้รับทั้งน้ำและเกลือแร่เพื่อทดแทนสิ่งที่สูญเสียไป

  • ผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคไต โรคหัวใจ หรือภาวะที่ต้องจำกัดน้ำ ควรดื่มน้ำตามคำแนะนำของแพทย์

  • หลีกเลี่ยงการดื่มน้ำปริมาณมากในครั้งเดียว ควรแบ่งดื่มตลอดทั้งวัน

ประโยชน์ของการดื่มน้ำอย่างเพียงพอ

น้ำเป็นส่วนประกอบสำคัญของร่างกาย โดยร่างกายมนุษย์มีน้ำประมาณ 50-60% ของน้ำหนักตัว การดื่มน้ำในปริมาณเหมาะสมช่วยสนับสนุนการทำงานของระบบต่าง ๆ เช่น

  • ช่วยให้ผิวพรรณไม่แห้งกร้าน

  • ช่วยให้ร่างกายสดชื่น ลดอาการอ่อนเพลีย

  • ช่วยให้ระบบหมุนเวียนเลือดทำงานได้ดี

  • ช่วยสนับสนุนระบบย่อยอาหาร

  • ช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานเป็นปกติ

สัญญาณเตือนว่าร่างกายอาจดื่มน้ำน้อยเกินไป

ร่างกายมักส่งสัญญาณเตือนเมื่อมีน้ำไม่เพียงพอ เช่น

  • กระหายน้ำบ่อย

  • ปัสสาวะสีเข้มกว่าปกติ

  • ปากแห้ง คอแห้ง

  • อ่อนเพลีย ไม่มีสมาธิ

  • เวียนศีรษะ หน้ามืด

  • หัวใจเต้นเร็ว

  • ผิวแห้ง

เครื่องดื่มอื่น ๆ ทดแทนน้ำเปล่าได้หรือไม่?

หลายคนอาจสงสัยว่า หากไม่ชอบดื่มน้ำเปล่า สามารถเลือกดื่มเครื่องดื่มชนิดอื่นแทนได้หรือไม่ เช่น ชา กาแฟ น้ำผลไม้ หรือเครื่องดื่มเกลือแร่ 

คำตอบคือ เครื่องดื่มบางชนิดสามารถช่วยเพิ่มน้ำให้ร่างกายได้ในแต่ละวันได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะทดแทนน้ำเปล่าได้ทั้งหมด ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้เน้นการดื่มน้ำเปล่าเป็นหลัก เพราะเครื่องดื่มแต่ละประเภทมีส่วนประกอบที่ส่งผลต่อสุขภาพแตกต่างกัน

1. ชาและกาแฟ ดื่มได้ แต่ต้องระวังน้ำตาลและคาเฟอีน

ชาและกาแฟที่ไม่เติมน้ำตาลสามารถนับเป็นส่วนหนึ่งของปริมาณน้ำที่ร่างกายได้รับ เนื่องจากมีน้ำเป็นส่วนประกอบหลัก และงานวิจัยพบว่า คาเฟอีนในปริมาณปกติไม่ได้ทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำอย่างมีนัยสำคัญในคนทั่วไป

อย่างไรก็ตาม ควรระวังเครื่องดื่มประเภทกาแฟเย็น ชานม หรือชาปรุงรสที่มีน้ำตาลและพลังงานสูง เพราะการดื่มเป็นประจำอาจเพิ่มความเสี่ยงน้ำหนักเกิน ไขมันสะสม เบาหวาน และโรคหัวใจได้

2. น้ำผลไม้ ไม่ควรใช้แทนน้ำเปล่าเป็นหลัก

แม้น้ำผลไม้จะมีวิตามินและแร่ธาตุบางชนิด แต่โดยเฉพาะน้ำผลไม้คั้นหรือแปรรูปมักมีน้ำตาลตามธรรมชาติในปริมาณสูง และขาดใยอาหารเมื่อเทียบกับการรับประทานผลไม้ทั้งลูก

การดื่มน้ำผลไม้จำนวนมากอาจทำให้ได้รับน้ำตาลเกินความจำเป็น จึงควรดื่มในปริมาณเหมาะสม และไม่ควรใช้แทนน้ำเปล่าในชีวิตประจำวัน

3. น้ำอัดลมและเครื่องดื่มหวาน ไม่ใช่ทางเลือกที่ดี

แม้เครื่องดื่มเหล่านี้จะมีน้ำเป็นส่วนประกอบและช่วยลดความกระหายได้ชั่วคราว แต่ปริมาณน้ำตาลที่สูงอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพในระยะยาว

การดื่มเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลเป็นประจำสัมพันธ์กับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของโรคอ้วน เบาหวานชนิดที่ 2 ไขมันพอกตับ และโรคหัวใจ

4. เครื่องดื่มเกลือแร่ จำเป็นเฉพาะบางสถานการณ์

เครื่องดื่มเกลือแร่เหมาะสำหรับผู้ที่สูญเสียน้ำและเกลือแร่มาก เช่น นักกีฬาที่ออกกำลังกายหนักเป็นเวลานาน ผู้ที่ทำงานกลางแจ้งในอากาศร้อน หรือผู้ที่มีเหงื่อออกมาก

แต่สำหรับคนทั่วไปที่ใช้ชีวิตประจำวันตามปกติ น้ำเปล่าเพียงอย่างเดียวก็เพียงพอต่อการทดแทนน้ำที่ร่างกายสูญเสียไป ไม่จำเป็นต้องดื่มเครื่องดื่มเกลือแร่เป็นประจำ เพราะอาจได้รับน้ำตาลและโซเดียมเกินความจำเป็น

5. น้ำแร่ น้ำโซดา และน้ำผสมวิตามิน ดื่มแทนน้ำได้หรือไม่?

น้ำแร่ สามารถดื่มแทนน้ำเปล่าได้ เนื่องจากมีแร่ธาตุบางชนิดตามธรรมชาติ แต่ไม่ได้มีข้อพิสูจน์ว่าดีกว่าน้ำเปล่าสำหรับคนทั่วไป

น้ำโซดาแบบไม่มีน้ำตาล สามารถช่วยเพิ่มน้ำให้ร่างกายได้เช่นกัน แต่บางคนอาจมีอาการท้องอืดจากก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์

ส่วน น้ำผสมวิตามิน ควรอ่านฉลากให้ดี เพราะบางชนิดมีน้ำตาลสูง แม้จะใช้คำว่า “เพื่อสุขภาพ” ก็ตาม

เครื่องดื่มที่ดีที่สุดสำหรับร่างกายคืออะไร?

สำหรับคนทั่วไป น้ำเปล่ายังคงเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด เพราะไม่มีแคลอรี ไม่มีน้ำตาล และช่วยรักษาสมดุลของน้ำในร่างกายได้โดยตรง

หากรู้สึกว่าดื่มน้ำเปล่ายาก อาจเพิ่มความน่าสนใจด้วยวิธีง่าย ๆ เช่น เติมมะนาว ฝานผลไม้สดบางชนิด หรือดื่มน้ำเย็นตามความชอบ โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งเครื่องดื่มรสหวาน  

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
ตั้ง Sanook เป็นข่าวโปรดบน Google
กำลังโหลดข้อมูล