เปิด 4 สาเหตุ หวัดหายแล้วแต่ยังไอไม่หยุด? วิธีแก้อาการไอเรื้อรัง ไอแบบไหนควรพบแพทย์

เปิด 4 สาเหตุ หวัดหายแล้วแต่ยังไอไม่หยุด? วิธีแก้อาการไอเรื้อรัง เมื่อไหร่ควรพบแพทย์
หลายคนอาจเคยเจออาการแบบนี้ หลังจากเป็นไข้หวัดใหญ่หรือโควิด-19 อาการไข้ น้ำมูก และเจ็บคอหายไปแล้ว แต่กลับยังมีอาการ ไอต่อเนื่อง จนเกิดความกังวลว่าเชื้อยังไม่หาย หรือกลายเป็นโรคปอดบวมหรือไม่
อย่างไรก็ตาม แพทย์ระบุว่า “ไวรัสหายแล้ว” กับ “ระบบทางเดินหายใจฟื้นตัวสมบูรณ์แล้ว” เป็นคนละเรื่องกัน เพราะหลังการติดเชื้อ ระบบทางเดินหายใจอาจต้องใช้เวลาฟื้นฟูประมาณ 3-8 สัปดาห์ ทำให้ผู้ป่วยบางรายยังมีอาการไอ แม้ไม่มีเชื้อไวรัสหลงเหลืออยู่แล้ว
ทำไมหลังหายป่วยแล้ว ยังไอไม่หยุด?
นพ.หวงเซวียน (黃軒) แพทย์เฉพาะทางด้านโรคทรวงอกและเวชบำบัดวิกฤต เปิดเผยว่า ในทางคลินิกพบผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยที่มาพบแพทย์ด้วยอาการว่า “หายหวัดแล้ว แต่ยังไออยู่” โดยไม่มีไข้ ไม่มีน้ำมูก แต่มีอาการไอเรื้อรังต่อเนื่อง
สาเหตุของอาการไอหลังติดเชื้อทางเดินหายใจ อาจเกิดจาก 4 กลไกสำคัญ ได้แก่
1. เยื่อบุทางเดินหายใจยังอยู่ในช่วงซ่อมแซมและมีการอักเสบตกค้าง
ไวรัสสามารถทำลายเซลล์เยื่อบุทางเดินหายใจและขนกวัด (Cilia) ที่ช่วยดักจับและกำจัดสิ่งแปลกปลอม แม้ร่างกายจะกำจัดไวรัสออกไปแล้ว แต่บริเวณที่เสียหายยังอยู่ระหว่างฟื้นตัว
การอักเสบที่ยังหลงเหลืออยู่ อาจกระตุ้นตัวรับในทางเดินหายใจ ทำให้เกิดอาการไอซ้ำ ๆ ได้
2. เส้นประสาทควบคุมการไอไวต่อสิ่งกระตุ้นมากขึ้น
หลังการติดเชื้อ การอักเสบอาจทำให้ระบบประสาทที่เกี่ยวข้องกับการไอมีความไวผิดปกติชั่วคราว
ส่งผลให้สิ่งกระตุ้นเล็กน้อย เช่น อากาศเย็น การหัวเราะ การพูด หรือกลิ่นน้ำหอม ก็สามารถกระตุ้นให้เกิดอาการไอแห้งรุนแรงได้
3. น้ำมูกไหลลงคอแบบไม่รู้ตัว
หลังเป็นหวัด บางคนยังมีสารคัดหลั่งจากโพรงจมูกไหลย้อนลงไปด้านหลังลำคอ หรือที่เรียกว่า น้ำมูกไหลลงคอ (Postnasal Drip)
อาการนี้มักชัดเจนขึ้นเมื่อนอนราบ ทำให้เกิดอาการไอตอนกลางคืน หรือรู้สึกต้องกระแอมบ่อย ๆ
4. หลอดลมไวต่อการกระตุ้นมากกว่าปกติชั่วคราว
หลังการติดเชื้อ หลอดลมอาจอยู่ในภาวะไวต่อสิ่งกระตุ้นและเกิดการหดตัวได้ง่ายขึ้น
ในบางคนที่มีพื้นฐานเป็นโรคหอบหืดหรือมีแนวโน้มเป็นโรคนี้อยู่แล้ว การติดเชื้ออาจเป็นตัวกระตุ้นให้อาการหอบหรือไอเด่นชัดขึ้น

ไอหลังหายหวัด ไม่ได้หมายความว่ายังมีเชื้อ
แพทย์แนะนำว่า อาการไอต่อเนื่องหลังติดเชื้อไม่ได้หมายความว่ายังมีไวรัสอยู่ และไม่ควรใช้ยาปฏิชีวนะ (Antibiotics) เอง เพียงเพราะยังมีอาการไอ
ในผู้ป่วยส่วนใหญ่ สิ่งสำคัญคือการดูแลทางเดินหายใจและรอให้ร่างกายซ่อมแซมตัวเอง
วิธีดูแลตัวเอง ลดอาการไอหลังติดเชื้อ
-
ดื่มน้ำอุ่นให้เพียงพอ เพื่อช่วยลดการระคายเคืองในลำคอ
-
หลีกเลี่ยงควันบุหรี่ ฝุ่น กลิ่นน้ำหอม และอากาศเย็นจากเครื่องปรับอากาศ
-
หากมีอาการภูมิแพ้หรือน้ำมูกไหลลงคอ อาจใช้การล้างจมูกด้วยน้ำเกลือ หรือยาตามคำแนะนำของแพทย์
-
หากมีอาการไอตอนกลางคืนมาก แพทย์อาจพิจารณาใช้ยาลดอาการไอในระยะสั้น
-
หากมีเสียงหวีด แน่นหน้าอก หรือไอมากเวลาออกกำลังกาย ควรประเมินภาวะหอบหืดและอาจตรวจสมรรถภาพปอด
บางรายอาจต้องใช้ยาพ่นหรือยาควบคุมหลอดลม
ในกรณีที่หลอดลมมีความไวมากผิดปกติ แพทย์อาจพิจารณาการรักษาเฉพาะราย เช่น ยาพ่นขยายหลอดลมบางชนิด หรือยาสเตียรอยด์ชนิดสูด เพื่อช่วยลดการอักเสบของทางเดินหายใจ
อย่างไรก็ตาม หลักฐานทางการแพทย์เกี่ยวกับยาสำหรับอาการไอหลังติดเชื้อในคนทั่วไปยังมีจำกัด โดยส่วนใหญ่การฟื้นตัวของทางเดินหายใจตามธรรมชาติยังเป็นปัจจัยสำคัญที่สุด
ไอแบบไหนควรไปพบแพทย์?
แม้อาการไอหลังติดเชื้อสามารถเกิดขึ้นได้และมักค่อย ๆ ดีขึ้น แต่ควรพบแพทย์หากมีอาการดังต่อไปนี้
- ไอนานเกิน 8 สัปดาห์
- มีไข้กลับมาอีกครั้ง
- หายใจหอบเหนื่อย หรือหายใจลำบาก
- มีอาการเจ็บหน้าอก
- ไอเป็นเลือด
- มีเหงื่อออกตอนกลางคืนผิดปกติ
อาการเหล่านี้อาจต้องตรวจเพิ่มเติมเพื่อแยกโรคอื่น เช่น ปอดบวม โรคหอบหืด หรือโรคไอกรน
สรุป
อาการไอหลังหายจากไข้หวัดใหญ่หรือโควิด-19 เป็นภาวะที่พบได้บ่อย และไม่ได้หมายความว่ายังมีเชื้ออยู่เสมอไป เพราะทางเดินหายใจอาจต้องใช้เวลาหลายสัปดาห์ในการซ่อมแซมตัวเอง
การดูแลสุขภาพ ดื่มน้ำให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้น และสังเกตสัญญาณอันตราย จะช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวได้ดีขึ้น แต่หากไอต่อเนื่องนานผิดปกติหรือมีอาการร่วมที่น่ากังวล ควรเข้ารับการตรวจจากแพทย์
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี


