รู้จัก “Chipflation” ปัญหาชิปพุ่งที่กระทบตั้งแต่มือถือถึงรถยนต์

รู้จัก “Chipflation” ปัญหาชิปพุ่งที่กระทบตั้งแต่มือถือถึงรถยนต์

รู้จัก “Chipflation” ปัญหาชิปพุ่งที่กระทบตั้งแต่มือถือถึงรถยนต์
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

ใครที่กำลังวางแผนเปลี่ยนมือถือ ซื้อคอมพิวเตอร์เครื่องใหม่ หรือกำลังมองหาทีวีและอุปกรณ์ไอทีในช่วงนี้ อาจต้องเริ่มจับตาคำว่า “Chipflation” กันให้มากขึ้น เพราะต้นทุนของชิปและหน่วยความจำที่เพิ่มสูงขึ้น กำลังกลายเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อตลาดเทคโนโลยีในปี 2569

Chipflation อธิบายแบบง่าย ๆ คือภาวะที่ราคาชิปและหน่วยความจำปรับตัวสูงขึ้น จากทั้งความต้องการที่เพิ่มขึ้น สินค้าที่มีจำกัด รวมถึงการที่ผู้ผลิตชิปจัดสรรกำลังการผลิตไปยังชิปสำหรับเซิร์ฟเวอร์และผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูงมากขึ้น

ผลที่ตามมาจึงไม่ได้จำกัดอยู่แค่สมาร์ทโฟน แต่สามารถกระทบไปถึงคอมพิวเตอร์ โน้ตบุ๊ก ทีวี เครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงรถยนต์รุ่นใหม่ที่ต้องพึ่งพาชิปจำนวนมากขึ้นด้วย

มือถือราคาประหยัดอาจรับแรงกดดันหนักกว่าเดิม

ภาพของปัญหานี้เริ่มเห็นได้ชัดในตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยข้อมูลจาก Counterpoint Research ที่อ้างถึงในต้นฉบับระบุว่า ยอดจัดส่งสมาร์ทโฟนในภูมิภาคช่วงไตรมาส 2 ปี 2569 ลดลง 15% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ถือเป็นการลดลงรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ไตรมาส 1 ปี 2566

กลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักเป็นพิเศษคือมือถือราคาต่ำกว่า 150 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งมียอดจัดส่งลดลงถึง 38% เนื่องจากมือถือกลุ่มนี้มีส่วนต่างกำไรต่อเครื่องไม่สูงมาก เมื่อต้นทุนชิ้นส่วนเพิ่มขึ้น ผู้ผลิตจึงมีพื้นที่ในการบริหารต้นทุนน้อยกว่าสินค้าระดับกลางหรือระดับสูง

ดังนั้น ผลจาก Chipflation อาจไม่ได้ออกมาในรูปของการ “ขึ้นราคา” อย่างเดียว แต่อาจทำให้เราเห็นมือถือราคาประหยัดน้อยลง หรือผู้ผลิตเลือกให้ความสำคัญกับสินค้าระดับกลางและพรีเมียมมากขึ้นแทน

Memory แพงขึ้นขนาดไหน?

หนึ่งในชิ้นส่วนสำคัญที่กำลังมีราคาเพิ่มขึ้นคือ Memory โดยข้อมูลจาก TrendForce ระบุว่า ราคาตามสัญญาของ LPDDR5X ในไตรมาส 2 ปี 2569 เพิ่มขึ้นประมาณ 78-83% จากไตรมาสก่อนหน้า ขณะที่ LPDDR4X เพิ่มขึ้นอย่างน้อย 70-75%

ส่วนในไตรมาส 3 มีการคาดการณ์ว่าราคา DRAM ทั่วไปอาจเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 13-18% ขณะที่ NAND Flash ซึ่งเป็นหน่วยความจำสำหรับจัดเก็บข้อมูลอาจเพิ่มขึ้นอีก 10-15%

ตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าราคามือถือหรืออุปกรณ์หนึ่งเครื่องจะต้องเพิ่มขึ้นในสัดส่วนเดียวกัน เพราะ Memory เป็นเพียงหนึ่งในต้นทุนของผลิตภัณฑ์ แต่เมื่อชิ้นส่วนสำคัญมีราคาเพิ่มขึ้น ก็ทำให้ผู้ผลิตต้องหาวิธีบริหารต้นทุนมากขึ้น

คอมพิวเตอร์และโน้ตบุ๊กก็หนีไม่พ้น

ฝั่งคอมพิวเตอร์เองก็ได้รับแรงกดดันเช่นกัน โดยข้อมูลจาก Counterpoint Research ระบุว่า ยอดจัดส่ง PC ทั่วโลกในไตรมาส 2 ปี 2569 ลดลง 4% จากปีก่อน เหลือประมาณ 65 ล้านเครื่อง และต้นทุน Memory ที่สูงขึ้นเป็นหนึ่งในปัจจัยที่สร้างแรงกดดันต่อตลาด

สิ่งที่ผู้ผลิตสามารถทำได้มีหลายทาง ตั้งแต่ปรับราคาขาย ลดสเปกบางส่วนในรุ่นราคาประหยัด หรือหันไปให้ความสำคัญกับผลิตภัณฑ์ที่มีราคาสูงและให้ผลตอบแทนต่อเครื่องมากกว่า

ดังนั้น คนที่กำลังมองหาคอมพิวเตอร์ราคาประหยัดอาจต้องจับตาให้ดี เพราะผลกระทบอาจไม่ได้มาในรูปของราคาที่สูงขึ้นเท่านั้น แต่อาจรวมถึงสเปกที่ได้เมื่อเทียบกับเงินที่จ่ายด้วย

ทีวีและเครื่องใช้ไฟฟ้าก็ใช้ชิปมากขึ้น

ทีวีก็เป็นอีกผลิตภัณฑ์ที่ได้รับผลกระทบ โดย TrendForce ระบุว่า สัดส่วนต้นทุน Memory เพิ่มจากประมาณ 2.5-3% มาอยู่ที่ 6-7% ของต้นทุนการผลิตทีวี และเมื่อรวมกับต้นทุนหน้าจอรวมถึงวัตถุดิบอื่นที่สูงขึ้น ก็ยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่อผู้ผลิต

ขณะที่เครื่องใช้ไฟฟ้าสมัยใหม่เองก็ไม่ได้เป็นอุปกรณ์ที่ทำงานแบบเดิมอีกต่อไป เพราะมีทั้ง Wi-Fi ระบบ Smart Home หน้าจอ ระบบประมวลผล และฟังก์ชันอัจฉริยะต่าง ๆ ทำให้จำเป็นต้องใช้ชิปและหน่วยความจำมากขึ้นตามไปด้วย

รถยนต์ก็ได้รับผลกระทบจาก Chipflation

อีกกลุ่มที่น่าสนใจคือรถยนต์ เพราะรถรุ่นใหม่ใช้ชิปจำนวนมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ หน้าจอ Infotainment ระบบเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต กล้อง เซ็นเซอร์ และระบบควบคุมต่าง ๆ ภายในรถ

TrendForce ระบุว่า ราคาตามสัญญาของ NOR Flash และ SLC NAND ซึ่งนิยมใช้ในรถยนต์ อุปกรณ์อุตสาหกรรม และระบบเครือข่าย เพิ่มขึ้นสะสมมากกว่า 100% ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 แสดงให้เห็นว่าปัญหาเรื่องต้นทุนหน่วยความจำกำลังขยายวงกว้างออกจากตลาดสินค้าไอทีแบบดั้งเดิม

แล้วของไอทีจะขึ้นราคาหมดเลยหรือไม่?

คำตอบคือ ยังสรุปแบบนั้นไม่ได้ เพราะต้นทุนชิปเป็นเพียงหนึ่งในหลายปัจจัยที่ใช้กำหนดราคาสินค้า และแต่ละผลิตภัณฑ์ก็มีโครงสร้างต้นทุนแตกต่างกัน

ผู้ผลิตแต่ละรายยังสามารถรับมือกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้หลายวิธี เช่น ยอมลดกำไรบางส่วน ปรับโปรโมชั่น เปลี่ยนสเปก ลดความจุของหน่วยความจำ ปรับพอร์ตสินค้า หรือขยับไปจำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่มีราคาสูงขึ้น

ดังนั้น Chipflation ไม่ได้หมายความว่า “พรุ่งนี้ของไอทีจะแพงขึ้นทั้งหมด” แต่เป็นสัญญาณว่าต้นทุนของชิ้นส่วนสำคัญกำลังเพิ่มขึ้น และอาจส่งผลต่อทั้ง ราคา สเปก โปรโมชั่น และตัวเลือกสินค้า ที่ผู้บริโภคจะได้เห็นในตลาดหลังจากนี้ 

กำลังจะซื้อของไอที ควรรีบซื้อเลยไหม?

ถ้ามีมือถือ คอมพิวเตอร์ ทีวี หรืออุปกรณ์เทคโนโลยีที่วางแผนจะซื้ออยู่แล้ว การเปรียบเทียบราคาปัจจุบันกับโปรโมชั่นที่มีอยู่ถือว่าน่าสนใจ เพราะทิศทางต้นทุนชิปและหน่วยความจำยังอยู่ในระดับสูง

แต่ก็ไม่จำเป็นต้องรีบซื้อเพียงเพราะกลัวราคาขึ้น เนื่องจากราคาขายจริงยังขึ้นอยู่กับอีกหลายปัจจัย ทั้งการแข่งขัน สต็อกสินค้า โปรโมชั่น และกลยุทธ์ของผู้ผลิต

สิ่งที่ Chipflation บอกเราได้ในตอนนี้คือ ยุคที่เราเคยคาดหวังว่าเทคโนโลยีรุ่นใหม่จะ “สเปกดีขึ้นในราคาเท่าเดิม” อาจทำได้ยากขึ้น โดยเฉพาะสินค้าระดับเริ่มต้นที่มีพื้นที่สำหรับดูดซับต้นทุนไม่มากนัก และนี่อาจกลายเป็นอีกหนึ่งตัวแปรสำคัญของตลาดเทคโนโลยีในช่วงที่เหลือของปี 2569

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
ตั้ง Sanook เป็นข่าวโปรดบน Google
กำลังโหลดข้อมูล