ถั่วกินดี แต่ไม่ใช่ทุกแบบ! 4 ถั่ว "ควรเลี่ยง" ก่อนตับพังไม่รู้ตัว

ถั่วกินดี แต่ไม่ใช่ทุกแบบ! 4 ถั่ว "ควรเลี่ยง" ก่อนตับพังไม่รู้ตัว

ถั่วกินดี แต่ไม่ใช่ทุกแบบ! 4 ถั่ว "ควรเลี่ยง" ก่อนตับพังไม่รู้ตัว
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

ถั่วมีประโยชน์ แต่ไม่ใช่ทุกแบบ! 4 ประเภทควรเลี่ยงหรือกินให้น้อย ก่อนสุขภาพพังโดยไม่รู้ตัว

ถั่วและเมล็ดพืชเป็นของว่างที่หลายคนเลือกกินแทนขนม เพราะให้ทั้งโปรตีนจากพืช ใยอาหาร วิตามิน แร่ธาตุ และไขมันไม่อิ่มตัวที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย แต่คำว่า “ถั่วดีต่อสุขภาพ” ไม่ได้หมายความว่าจะกินถั่วทุกชนิด ในทุกสภาพ หรือมากเท่าไรก็ได้

สิ่งที่ทำให้ถั่วจากของว่างเพื่อสุขภาพกลายเป็นอาหารที่ควรระวัง มักไม่ได้อยู่ที่ตัวถั่วเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่คุณภาพวัตถุดิบ การเก็บรักษา วิธีแปรรูป และเครื่องปรุงที่เติมเข้าไป โดยเฉพาะเชื้อรา เกลือ น้ำตาล และน้ำมันส่วนเกิน ซึ่งอาจกระทบสุขภาพตับ ไต หัวใจ และระบบเผาผลาญเมื่อได้รับเป็นประจำ

ถั่วไม่ได้ทำร้ายตับ หากเลือกและกินอย่างเหมาะสม

ก่อนจะไปดูว่าถั่วแบบใดควรหลีกเลี่ยง ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า ถั่วธรรมชาติที่สดใหม่ ไม่ขึ้นรา และไม่ผ่านการปรุงแต่งมาก ไม่ได้เป็นอาหารที่ทำร้ายตับในคนทั่วไป ตรงกันข้าม ถั่วสามารถเป็นส่วนหนึ่งของรูปแบบการกินที่สมดุลได้

ปัญหามักเกิดเมื่อถั่วปนเปื้อนสารพิษจากเชื้อรา หรือถูกนำไปทอด เคลือบน้ำตาล และเติมเกลือจนกลายเป็นอาหารพลังงานสูง การกินมากเกินไปอย่างต่อเนื่องอาจทำให้น้ำหนักเพิ่ม และเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคที่เกี่ยวข้องกับระบบเผาผลาญ รวมถึงภาวะไขมันพอกตับได้

1. ถั่วขึ้นรา มีกลิ่นอับ หรือรสชาติผิดปกติ ควรทิ้งทันที

ถั่วลิสง ข้าวโพด พิสตาชิโอ อัลมอนด์ และถั่วเปลือกแข็งชนิดต่างๆ อาจปนเปื้อนเชื้อราได้ หากเก็บไว้ในบริเวณที่ร้อน ชื้น หรือบรรจุภัณฑ์ปิดไม่สนิท เชื้อราบางชนิดสามารถสร้าง อะฟลาทอกซิน ซึ่งเป็นสารพิษที่มีตับเป็นอวัยวะเป้าหมายสำคัญ

องค์การอนามัยโลกระบุว่า การได้รับอะฟลาทอกซินในปริมาณสูงอาจทำให้เกิดพิษเฉียบพลันและทำลายตับ ส่วนการสัมผัสต่อเนื่องในระยะยาวมีหลักฐานเชื่อมโยงกับมะเร็งตับ โดยเฉพาะอะฟลาทอกซินบี 1 ซึ่งจัดเป็นสารก่อมะเร็งในมนุษย์

ถั่วที่มีจุดรา กลิ่นเหม็นอับ สีผิดปกติ เนื้อนิ่มชื้น หรือมีรสขมแปลกๆ ไม่ควรเสียดายและไม่ควรชิมซ้ำเพื่อพิสูจน์ การนำไปคั่ว ทอด หรืออบใหม่ก็ไม่อาจรับประกันว่าจะกำจัดสารพิษที่เกิดขึ้นแล้วได้หมด ทางที่ปลอดภัยที่สุดคือทิ้งทั้งส่วนที่สงสัยว่าปนเปื้อน

ถั่วเหม็นหืน แม้ไม่เห็นรา ก็ควรหยุดกิน

ถั่วมีไขมันตามธรรมชาติค่อนข้างสูง เมื่อสัมผัสอากาศ แสง และความร้อนเป็นเวลานาน ไขมันอาจเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชันจนมีกลิ่นเหม็นหืน แม้ภาวะนี้ไม่เหมือนกับการปนเปื้อนอะฟลาทอกซิน แต่เป็นสัญญาณว่าคุณภาพอาหารเสื่อมลงแล้ว

หากเปิดถุงแล้วพบกลิ่นคล้ายสีทาบ้าน กลิ่นน้ำมันเก่า หรือมีรสขมฝาดผิดไปจากเดิม ควรหยุดรับประทาน ควรเก็บถั่วในภาชนะปิดสนิท หลีกเลี่ยงความร้อนและความชื้น ส่วนถั่วที่เปิดถุงแล้วและต้องเก็บเป็นเวลานาน สามารถนำไปแช่เย็นเพื่อช่วยชะลอการเหม็นหืนได้

2. เมล็ดหรือถั่วบางชนิดที่ยังไม่ผ่านกระบวนการอย่างถูกต้อง

ต้นฉบับจำนวนมากบนโลกออนไลน์มักเหมารวมว่า “ถั่วดิบทุกชนิดมีพิษ” แต่ข้อมูลนี้ไม่ถูกต้อง ถั่วที่จำหน่ายเพื่อบริโภคโดยทั่วไป เช่น อัลมอนด์หวาน วอลนัท ถั่วลิสง หรือพิสตาชิโอ สามารถกินในรูปแบบไม่อบได้ หากผลิตและเก็บรักษาตามมาตรฐานความปลอดภัย

สิ่งที่ต้องระวังคือพืชบางชนิดที่มีสารพิษตามธรรมชาติ เช่น อัลมอนด์ขม ซึ่งมีอะมิกดาลินและสามารถปล่อยไซยาไนด์ออกมาได้ หน่วยงานความปลอดภัยอาหารยุโรปรายงานว่าเคยเกิดภาวะเป็นพิษ รวมถึงกรณีเสียชีวิตจากการรับประทานอัลมอนด์ขมและผลิตภัณฑ์อะมิกดาลิน

อัลมอนด์ขมต่างจากอัลมอนด์หวานที่ขายเป็นของว่างทั่วไป จึงไม่ควรซื้อเมล็ดที่ไม่ทราบชนิดหรือแหล่งที่มามารับประทานเอง โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่โฆษณาเป็นเมล็ดธรรมชาติหรืออาหารทางเลือก แต่ไม่มีฉลากและมาตรฐานรับรองชัดเจน

เม็ดมะม่วงหิมพานต์ “ดิบ” ในร้าน ไม่ได้ดิบจากต้นจริงๆ

เม็ดมะม่วงหิมพานต์มีเปลือกที่ประกอบด้วยสารระคายเคืองในกลุ่มเดียวกับที่พบในพืชอย่างพอยซันไอวี เม็ดที่ระบุบนบรรจุภัณฑ์ว่า “ดิบ” หรือ “ไม่อบ” โดยทั่วไปจึงผ่านขั้นตอนให้ความร้อนหรือแยกเปลือกอย่างเหมาะสมมาแล้ว เพียงไม่ได้คั่วจนมีสีและกลิ่นแบบถั่วอบ

ผู้บริโภคไม่ควรเก็บเม็ดมะม่วงหิมพานต์จากต้นมาแกะหรือรับประทานเองโดยไม่มีความรู้ เพราะน้ำมันจากเปลือกอาจทำให้ผิวหนังและเยื่อบุเกิดการระคายเคือง ควรเลือกซื้อจากผู้ผลิตที่มีฉลาก แหล่งที่มา และบรรจุภัณฑ์ชัดเจน

3. ถั่วอบเกลือและเมล็ดพืชปรุงรสเค็มจัด

ถั่วอบเกลือ เมล็ดทานตะวัน เมล็ดฟักทอง และเมล็ดแตงโมปรุงรสสามารถให้โซเดียมสูงกว่าถั่วธรรมชาติอย่างมาก โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่มีผงปรุงรสเคลือบอยู่ทั่วเมล็ด เมื่อกินเพลินทั้งถุง ปริมาณโซเดียมที่ได้รับอาจเพิ่มขึ้นโดยไม่ทันสังเกต

ผลกระทบที่มีหลักฐานชัดเจนจากการบริโภคโซเดียมมากเกินไปคือความดันโลหิตสูง ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด โรคหลอดเลือดสมอง และโรคไต องค์การอนามัยโลกแนะนำให้ผู้ใหญ่ได้รับโซเดียมน้อยกว่า 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน หรือเทียบเท่าเกลือไม่เกินประมาณ 5 กรัม

ส่วนคำกล่าวที่ว่าเกลือจากถั่วทำให้ตับอักเสบหรือตับแข็งโดยตรงนั้นยังเป็นการเหมารวมเกินหลักฐาน อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยโรคตับแข็งที่มีภาวะบวมน้ำหรือน้ำในช่องท้องอาจได้รับคำแนะนำให้จำกัดโซเดียม เพราะเกลือทำให้ร่างกายกักเก็บน้ำและอาจทำให้อาการรุนแรงขึ้น

ทางเลือกที่เหมาะกว่าคือถั่วอบไม่ใส่เกลือ หรือผลิตภัณฑ์โซเดียมต่ำ พร้อมอ่านฉลากเปรียบเทียบปริมาณโซเดียมต่อหนึ่งหน่วยบริโภค ไม่ควรดูเฉพาะตัวเลขต่อถุง เพราะหนึ่งบรรจุภัณฑ์อาจแบ่งเป็นหลายหน่วยบริโภค

4. ถั่วทอด เคลือบน้ำตาล น้ำผึ้ง หรือช็อกโกแลต

ถั่วลิสงทอดกรอบ เม็ดมะม่วงหิมพานต์เคลือบน้ำผึ้ง อัลมอนด์เคลือบน้ำตาล และถั่วเคลือบช็อกโกแลตยังคงมีสารอาหารบางส่วนจากถั่ว แต่คุณค่าด้านสุขภาพอาจถูกกลบด้วยพลังงาน น้ำตาล ไขมัน และโซเดียมที่เติมเข้ามา

ถั่วเป็นอาหารที่ให้พลังงานสูงอยู่แล้ว เมื่อผ่านการทอดหรือเคลือบน้ำตาลจึงยิ่งกินเกินความต้องการได้ง่าย การได้รับพลังงานมากเกินไปอย่างต่อเนื่องทำให้น้ำหนักเพิ่ม ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญของภาวะไขมันพอกตับที่สัมพันธ์กับความผิดปกติทางเมตาบอลิซึม

สถาบันโรคเบาหวาน ระบบย่อยอาหาร และโรคไตแห่งชาติสหรัฐฯ แนะนำให้จำกัดอาหารและเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลเชิงเดี่ยวสูง รวมถึงควบคุมปริมาณอาหารและรักษาน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์เหมาะสม เพื่อช่วยป้องกันและดูแลภาวะไขมันพอกตับ

ไม่ได้หมายความว่าถั่วเคลือบน้ำผึ้งหรือถั่วทอดจะทำให้เกิดโรคตับทันทีหลังรับประทาน แต่หากกินเป็นของว่างประจำในปริมาณมาก พร้อมกับได้รับพลังงานเกินและไม่ค่อยออกกำลังกาย ความเสี่ยงต่อโรคอ้วน เบาหวาน โรคหัวใจ และไขมันพอกตับย่อมเพิ่มขึ้นตามพฤติกรรมสะสม

ถั่วงอกหรือถั่วที่เริ่มงอก ไม่ได้แปลว่ามีอะฟลาทอกซินเสมอไป

อีกประเด็นที่มักเข้าใจผิดกันคือ เมล็ดที่งอกไม่ได้สร้างอะฟลาทอกซินขึ้นมาโดยอัตโนมัติ การงอกและการขึ้นราเป็นคนละกระบวนการกัน จึงไม่ควรเหมารวมว่าถั่วหรือเมล็ดที่งอกแล้วจะเป็นพิษต่อตับทุกชนิด

อย่างไรก็ตาม การเพาะถั่วงอกต้องอาศัยสภาพอุ่นและชื้น ซึ่งเป็นสภาวะที่แบคทีเรียอย่างซัลโมเนลลา ลิสทีเรีย และอีโคไลเจริญเติบโตได้ดี สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาสหรัฐฯ จึงเตือนว่าถั่วงอกดิบหรือปรุงไม่สุกอาจก่อให้เกิดโรคจากอาหาร โดยเฉพาะในหญิงตั้งครรภ์ เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้มีภูมิคุ้มกันต่ำ

หากเป็นถั่วที่เก็บไว้แล้วงอกเองในถุง พร้อมกลิ่นอับ ความชื้น จุดรา หรือสีผิดปกติ ควรทิ้ง แต่หากเป็นถั่วงอกที่ผลิตเพื่อรับประทาน ควรเลือกแหล่งที่สะอาด เก็บในตู้เย็น และปรุงให้สุกเพื่อลดความเสี่ยงจากเชื้อโรค

กินถั่วอย่างไรให้ได้ประโยชน์ ไม่เพิ่มภาระสุขภาพ?

  • เลือกสูตรไม่ใส่เกลือและไม่เติมน้ำตาล เพื่อลดโซเดียมและพลังงานส่วนเกิน
  • ควบคุมปริมาณประมาณหนึ่งกำมือเล็ก หรือราว 28 กรัมต่อครั้ง เพราะถั่วให้พลังงานค่อนข้างสูง
  • ตรวจกลิ่น สี และสภาพก่อนกิน หากเหม็นอับ เหม็นหืน มีจุดรา หรือรสผิดปกติให้ทิ้ง
  • เลือกผลิตภัณฑ์ที่มีฉลากและแหล่งผลิตชัดเจน ไม่ซื้อเมล็ดแปลกชนิดหรือสินค้าที่แบ่งขายโดยไม่ทราบที่มา
  • เก็บในภาชนะปิดสนิท ให้พ้นจากแสงแดด ความร้อน และความชื้น
  • อ่านข้อมูลสารก่อภูมิแพ้ โดยเฉพาะผู้ที่เคยแพ้ถั่ว เพราะอาการแพ้อาจรุนแรงถึงขั้นหายใจลำบากได้

คนกลุ่มไหนต้องระวังเป็นพิเศษ?

ผู้ที่แพ้ถั่วต้องหลีกเลี่ยงถั่วชนิดที่ก่ออาการและพกยาฉุกเฉินตามคำแนะนำของแพทย์ ส่วนผู้ป่วยโรคไต โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง หรือโรคตับที่มีภาวะคั่งน้ำ ควรเลือกสูตรไม่เติมเกลือและปรึกษาแพทย์หรือนักกำหนดอาหารเรื่องปริมาณที่เหมาะสม

ผู้ที่ต้องควบคุมน้ำหนักหรือมีไขมันพอกตับยังสามารถกินถั่วได้ แต่ควรนับรวมเป็นส่วนหนึ่งของพลังงานทั้งวัน ไม่ควรกินเพิ่มจากมื้ออาหารตามปกติทั้งถุง เพราะแม้เป็นไขมันที่มีคุณภาพดี แต่พลังงานส่วนเกินก็ยังทำให้น้ำหนักเพิ่มได้

สรุป ถั่วไม่ใช่ผู้ร้าย แต่ต้องเลือกให้เป็น

ถั่วธรรมชาติที่สดใหม่และรับประทานในปริมาณพอเหมาะยังเป็นอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงจริงๆ คือถั่วขึ้นรา เหม็นอับ เหม็นหืน หรือเมล็ดที่ไม่ทราบชนิดและไม่ผ่านกระบวนการอย่างปลอดภัย ส่วนถั่วเค็มจัด ถั่วทอด และถั่วเคลือบน้ำตาลควรจำกัดปริมาณ ไม่จำเป็นต้องงดโดยสิ้นเชิงในคนสุขภาพปกติ

หลักง่ายๆ คือเลือกถั่วไม่ปรุงรส อ่านฉลาก แบ่งกินเป็นส่วนเล็ก และเก็บให้แห้งสนิท เพียงเท่านี้ก็ช่วยให้ได้ประโยชน์จากถั่ว โดยไม่รับโซเดียม น้ำตาล พลังงาน หรือสารปนเปื้อนเกินความจำเป็น

 

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
ตั้ง Sanook เป็นข่าวโปรดบน Google
กำลังโหลดข้อมูล