เปิดเรื่องราว "ผู้รอดชีวิตคนสุดท้าย" ทารกน้อยวัย 3 เดือน จากโศกนาฏกรรมเรือไททานิก

เปิดเรื่องราว "ผู้รอดชีวิตคนสุดท้าย" ทารกน้อยวัย 3 เดือน จากโศกนาฏกรรมเรือไททานิก

เปิดเรื่องราว "ผู้รอดชีวิตคนสุดท้าย" ทารกน้อยวัย 3 เดือน จากโศกนาฏกรรมเรือไททานิก
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

ทารกน้อยบนเรือชูชีพ… เปิดเรื่องราวผู้รอดชีวิตคนสุดท้ายจาก "ไททานิก" ที่มีชีวิตยืนยาวถึง 97 ปี

เธอเคยเป็นเพียงทารกวัยไม่ถึง 3 เดือน ที่ถูกห่อด้วยกระสอบเพื่อป้องกันความหนาว ก่อนถูกหย่อนลงเรือชูชีพท่ามกลางน้ำทะเลอันเย็นยะเยือกของมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือ และต่อมากลายเป็นผู้รอดชีวิตคนสุดท้ายจากเหตุการณ์เรือ RMS Titanic อับปาง

มิลวินา ดีน (Millvina Dean) ผู้รอดชีวิตคนสุดท้ายจากเหตุการณ์เรือไททานิกจมเมื่อปี ค.ศ. 1912 เสียชีวิตในปี ค.ศ. 2009 ด้วยวัย 97 ปี ที่เมืองเซาแธมป์ตัน ประเทศอังกฤษ เมืองต้นทางที่ครอบครัวของเธอเคยตั้งใจเดินทางออกไปเพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่ในสหรัฐอเมริกา

วันเสียชีวิตของเธอยังตรงกับวันครบรอบ 98 ปีของการปล่อยเรือไททานิกลงน้ำ เรือที่ครั้งหนึ่งเคยถูกโฆษณาว่าเป็น “เรือที่แทบไม่มีวันจม”

เรือที่จมภายในเวลาไม่ถึง 3 ชั่วโมง

มิลวินา ดีน มีอายุเพียงประมาณ 2 เดือนกว่าเท่านั้น เมื่อเรือไททานิกชนเข้ากับภูเขาน้ำแข็งในคืนวันที่ 14 เมษายน ค.ศ. 1912 ก่อนจมลงสู่ก้นมหาสมุทรภายในเวลาไม่ถึง 3 ชั่วโมง

เธอเป็นหนึ่งในผู้รอดชีวิตจำนวน 706 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงและเด็ก ขณะที่พ่อของเธอเป็นหนึ่งในผู้เสียชีวิตกว่า 1,500 คนจากเหตุการณ์ครั้งนั้น

เรือไททานิกเป็นความภาคภูมิใจของบริษัทเดินเรือ White Star Line ด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกสุดหรูในยุคนั้น ทั้งห้องสูบบุหรี่ตกแต่งด้วยไม้มะฮอกกานี สระว่ายน้ำ และสนามสควอช แต่สิ่งที่กลายเป็นข้อผิดพลาดร้ายแรงคือ เรือไม่ได้มีเรือชูชีพเพียงพอสำหรับผู้โดยสารและลูกเรือทั้งหมดกว่า 2,200 คน

ครอบครัวที่เดินทางเพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่

ครอบครัวของมิลวินาเดินทางในฐานะผู้โดยสารชั้นสาม โดยออกจากท่าเรือเซาแธมป์ตัน ประเทศอังกฤษ เพื่อมุ่งหน้าไปยังสหรัฐอเมริกา

พ่อของเธอขายกิจการร้านเหล้าในอังกฤษ และวางแผนจะเปิดร้านขายบุหรี่ในเมืองแคนซัสซิตี รัฐมิสซูรี เนื่องจากภรรยาของเขามีญาติอาศัยอยู่ที่นั่น

เดิมทีครอบครัวของเธอตั้งใจจะเดินทางด้วยเรือลำอื่น แต่ถูกเปลี่ยนมาโดยสารเรือไททานิก เนื่องจากปัญหาการประท้วงของแรงงานเหมืองถ่านหิน

หลังออกเดินทางได้ 4 วัน และอยู่ห่างจากนิวฟันด์แลนด์ ประเทศแคนาดา ประมาณ 600 กิโลเมตร เรือไททานิกก็ชนเข้ากับภูเขาน้ำแข็ง แรงกระแทกทำให้ตัวเรือเสียหายและน้ำทะเลไหลเข้าสู่ห้องกันน้ำหลายส่วน

พ่อผู้เสียสละ ช่วยให้ครอบครัวรอดชีวิต

มิลวินาเคยเล่าว่า การตัดสินใจอย่างรวดเร็วของพ่อคือเหตุผลสำคัญที่ช่วยให้ครอบครัวของเธอรอดชีวิต

เมื่อรู้สึกถึงแรงกระแทกจากการชน พ่อของเธอรีบพาครอบครัวออกจากพื้นที่ผู้โดยสารชั้นสาม และมุ่งหน้าไปยังเรือชูชีพ

“นั่นเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ช่วยให้เรารอด เพราะพ่อของฉันตอบสนองได้รวดเร็วมาก หลายคนยังคิดว่าเรือไม่มีทางจม” มิลวินาเคยกล่าวในการให้สัมภาษณ์กับ BBC เมื่อปี 1998

ในคืนที่อากาศหนาวเหน็บ เธอถูกห่อด้วยกระสอบเพื่อป้องกันความเย็น ก่อนถูกหย่อนลงไปยังเรือชูชีพหมายเลข 13 พร้อมกับแม่และพี่ชายวัย 2 ขวบ

ต่อมาเรือชูชีพของพวกเขาได้รับการช่วยเหลือโดยเรือ Carpathia ซึ่งเดินทางมาถึงจุดเกิดเหตุเพื่อรับผู้รอดชีวิต

ความทรงจำเกี่ยวกับไททานิกที่เธอไม่เคยลืม

หลังได้รับการช่วยเหลือ ครอบครัวของมิลวินาถูกนำตัวไปยังนครนิวยอร์ก ก่อนเดินทางกลับอังกฤษพร้อมกับผู้รอดชีวิตคนอื่น ๆ

เธอไม่รู้เลยว่าตัวเองเคยอยู่บนเรือไททานิก จนกระทั่งอายุ 8 ปี เมื่อแม่ของเธอเตรียมแต่งงานใหม่และเล่าเรื่องการเสียชีวิตของพ่อให้ฟัง

มิลวินาเกิดวันที่ 2 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1912 ที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ เธอใช้ชีวิตส่วนใหญ่ในเมืองเซาแธมป์ตัน ทำงานเป็นเลขานุการ และเกษียณในปี 1972 จากบริษัทวิศวกรรมแห่งหนึ่ง

ตลอดชีวิตที่ผ่านมา เธอไม่ได้เชื่อมโยงตัวเองกับเรื่องไททานิกมากนัก และแทบไม่พูดถึงเหตุการณ์ดังกล่าว

เธอเคยชมภาพยนตร์เรื่อง A Night to Remember ในปี 1958 ร่วมกับผู้รอดชีวิตคนอื่น แต่รู้สึกสะเทือนใจมากจนไม่ต้องการชมภาพยนตร์เกี่ยวกับเหตุการณ์นี้อีก รวมถึงภาพยนตร์ชื่อดังเรื่อง Titanic ในปี 1997

จากผู้รอดชีวิต สู่ผู้ถ่ายทอดเรื่องราวไททานิก

หลังการค้นพบซากเรือไททานิกในปี 1985 ความสนใจเกี่ยวกับโศกนาฏกรรมครั้งนี้กลับมาอีกครั้ง มิลวินาจึงเริ่มเข้าร่วมกิจกรรมเกี่ยวกับไททานิกมากขึ้น

เธอเดินทางไปยังเมืองเบลฟาสต์ ประเทศไอร์แลนด์เหนือ เพื่อเยี่ยมชมสถานที่สร้างเรือ เข้าร่วมงานประชุมเกี่ยวกับไททานิกทั่วโลก รวมถึงร่วมบันทึกสารคดีทางโทรทัศน์และวิทยุหลายรายการ

ชาร์ลส์ ฮาส ประธานสมาคม Titanic International Society กล่าวว่า มิลวินามีความสุขมากเมื่อได้พูดคุยกับเด็ก ๆ เกี่ยวกับไททานิก เพราะเธอมีความรักและความอบอุ่นต่อเด็กเป็นพิเศษ

แม้อายุมากกว่า 90 ปี เธอยังคงทำกิจกรรมเกี่ยวกับไททานิกอย่างต่อเนื่อง ก่อนจะลดบทบาทลงหลังจากประสบอุบัติเหตุสะโพกหักในปี 2007

“ฉันไม่อยากจดจำ” เรื่องราวที่เธอไม่เคยสัมผัสด้วยตัวเอง

แม้มิลวินาจะเป็นผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์ครั้งประวัติศาสตร์ แต่เธอไม่มีความทรงจำเกี่ยวกับช่วงเวลาที่เรือจม เนื่องจากตอนนั้นเธอยังเป็นเพียงทารก

เธอเคยให้สัมภาษณ์ว่า “ฉันไม่อยากย้อนกลับไปจดจำ” และไม่เห็นด้วยกับความพยายามนำซากเรือไททานิกขึ้นจากก้นทะเลลึกประมาณ 4,000 เมตร

“ฉันไม่อยากให้พวกเขานำมันขึ้นมา ฉันคิดว่าผู้รอดชีวิตคนอื่นก็คงรู้สึกแบบเดียวกัน มันเป็นเรื่องที่น่ากลัวมาก” เธอกล่าวในปี 1997

มิลวินา ดีน เสียชีวิตในปี 2009 ด้วยวัย 97 ปี ถือเป็นผู้รอดชีวิตคนสุดท้ายจากเหตุการณ์เรือไททานิกอับปาง

ก่อนหน้านั้น ผู้รอดชีวิตที่มีความทรงจำเกี่ยวกับเหตุการณ์นี้คือ ลิเลียน แอสพลันด์ (Lillian Asplund) ซึ่งเสียชีวิตในปี 2006 ด้วยวัย 99 ปี ส่วนบาร์บารา จอยซ์ เวสต์ ไดนตัน (Barbara Joyce West Dainton) ผู้รอดชีวิตคนสุดท้ายลำดับรองลงมา เสียชีวิตในปี 2007 ด้วยวัย 96 ปี

ที่มา: NBC News

 

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
ตั้ง Sanook เป็นข่าวโปรดบน Google
กำลังโหลดข้อมูล