แม่ท้องใกล้คลอด ลูกดิ้นบ่อยนึกว่าแข็งแรง ที่แท้เป็นสัญญาณขอความช่วยเหลือ!

แม่ท้องรู้สึก “ลูกดิ้นถี่ผิดปกติ” คิดว่าลูกแข็งแรง แต่จริง ๆ คือสัญญาณขอความช่วยเหลือ หลังพบสายสะดือพันตัว 5 รอบ
คุณแม่ตั้งครรภ์หลายคนอาจเข้าใจว่า เมื่อลูกในครรภ์ดิ้นแรงหรือดิ้นบ่อย แปลว่าลูกน้อยกำลังแข็งแรงและมีพัฒนาการที่ดี แต่บางครั้ง การเปลี่ยนแปลงของรูปแบบการดิ้นอาจเป็นสัญญาณเตือนถึงความผิดปกติ ที่ต้องได้รับการตรวจจากแพทย์
เช่นเดียวกับกรณีของคุณแม่รายหนึ่งในเมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน ที่สังเกตว่าลูกในครรภ์ดิ้นแรงผิดปกติในช่วงใกล้คลอด ตอนแรกคิดว่าเป็นเพียงเพราะลูกน้อยขยับตัวเก่ง แต่ผลตรวจอัลตราซาวด์กลับพบว่า สายสะดือพันรอบตัวทารกบริเวณเอวและกระเบนเหน็บถึง 5 รอบ ซึ่งอาจทำให้เกิดภาวะทารกขาดออกซิเจนในครรภ์ได้
โชคดีที่ทีมแพทย์สามารถวินิจฉัยได้อย่างรวดเร็ว และตัดสินใจผ่าคลอดฉุกเฉิน ทำให้ทารกเพศหญิงคลอดออกมาอย่างปลอดภัย รอดพ้นจากภาวะอันตรายครั้งนี้
ลูกดิ้นแรงทั้งคืน คุณแม่คิดว่าเป็นเพราะลูกแข็งแรง
นางเฉิน (นามสมมติ) อายุ 24 ปี อาศัยอยู่ในเขตฮั่นโข่ว เมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน ตั้งครรภ์ได้ 37 สัปดาห์ 6 วัน ซึ่งอยู่ในช่วงใกล้ครบกำหนดคลอด
แต่ในช่วง 2 วันที่ผ่านมา เธอสังเกตว่าลูกในครรภ์ดิ้นบ่อยกว่าปกติ โดยเฉพาะในช่วงกลางคืน ทารกดิ้นแรงเหมือนกำลัง “เตะและต่อย” ต่อเนื่อง จนทำให้คุณแม่แทบไม่สามารถนอนหลับได้
ในตอนแรก นางเฉินคิดว่าเป็นเพราะลูกน้อยเป็นเด็กแข็งแรงและขยับตัวเก่ง จึงไม่ได้กังวลมากนัก แต่เมื่ออาการดังกล่าวเกิดขึ้นต่อเนื่องตลอดทั้งคืน เธอเริ่มรู้สึกผิดปกติ จึงเดินทางไปตรวจที่โรงพยาบาลกลางเมืองอู่ฮั่น สาขาโฮ่วหู
อัลตราซาวด์พบสายสะดือพันตัวทารก 5 รอบ
ระหว่างการตรวจอัลตราซาวด์ แพทย์หญิงเฟิง เหมย จากแผนกรังสีวินิจฉัย พบความผิดปกติขณะตรวจบริเวณแนวกระดูกสันหลังของทารก
ภาพบนหน้าจอแสดงให้เห็นว่า บริเวณเอวและกระเบนเหน็บของทารกมีร่องรอยจากหลอดเลือดสายสะดือจำนวน 5 กลุ่ม และเมื่อปรับมุมตรวจเพิ่มเติม พบว่าสายสะดือแนบกับผนังหน้าท้องของทารกและพันรอบร่างกายอย่างชัดเจน
ผลวินิจฉัยคือ “สายสะดือพันรอบตัวทารก 5 รอบ”
แพทย์ระบุว่า สายสะดือเปรียบเสมือน “เส้นชีวิต” ของทารก ทำหน้าที่ลำเลียงออกซิเจนและสารอาหารจากแม่ไปสู่ลูก หากสายสะดือถูกพันแน่นหลายรอบ อาจทำให้หลอดเลือดภายในถูกกดทับ ส่งผลให้เลือดไหลเวียนผิดปกติ และเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะทารกขาดออกซิเจนหรือเสียชีวิตในครรภ์
สายสะดือพันทารกในครรภ์
แพทย์ตัดสินใจผ่าคลอดฉุกเฉิน ช่วยทารกปลอดภัย
หลังประเมินสถานการณ์ ทีมสูติแพทย์นำโดย นพ.อู๋ หรูฟาง และ นพ.หยาง ฉางฉวิน ได้ประเมินภาวะฉุกเฉินของทารก พร้อมอธิบายสถานการณ์ให้คุณแม่และครอบครัวทราบ ก่อนตัดสินใจดำเนินการ ผ่าคลอดฉุกเฉิน
ระหว่างการผ่าตัด เมื่อแพทย์นำตัวทารกออกมา ทุกคนพบว่าสายสะดือพันรอบร่างกายของทารกอย่างแน่นหนาถึง 5 รอบจริง แพทย์จึงรีบคลายสายสะดือออก
ไม่นานหลังจากนั้น เสียงร้องแรกเกิดของทารกเพศหญิงก็ดังขึ้น ทารกสามารถคลอดออกมาได้อย่างปลอดภัย
สายสะดือพันรอบตัว พบไม่บ่อย แต่ต้องระวัง
นพ.อู๋ หรูฟาง หัวหน้าแผนกสูติกรรม กล่าวว่า ภาวะสายสะดือพันคอเป็นสิ่งที่พบได้ค่อนข้างบ่อย แต่กรณีที่สายสะดือพันรอบตัวทารกถึง 5 รอบ และพันแน่นมาก ถือเป็นกรณีที่พบได้ไม่บ่อย
สายสะดือเป็นสิ่งที่เชื่อมระหว่างแม่และทารก โดยปัจจัยที่อาจเกี่ยวข้องกับการเกิดสายสะดือพัน ได้แก่
- สายสะดือยาวกว่าปกติ
- ทารกมีขนาดตัวเล็ก
- ทารกดิ้นบ่อย
- มีปริมาณน้ำคร่ำมาก
โดยปกติสายสะดือของทารกมีความยาวประมาณ 30-100 เซนติเมตร และมีความยาวเฉลี่ยประมาณ 55 เซนติเมตร แต่ในกรณีนี้พบว่าสายสะดือของคุณแม่มีความยาวมากกว่า 110 เซนติเมตร ซึ่งถือว่ายาวกว่าปกติ
แพทย์อธิบายว่า สายสะดือที่พันแบบหลวม ๆ ส่วนใหญ่ไม่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของทารก แต่หากพันแน่นหรือมีจำนวนรอบมาก อาจทำให้เลือดไปเลี้ยงทารกลดลง เกิดภาวะทารกเครียดในครรภ์ และเป็นอันตรายถึงชีวิตได้
ลูกดิ้นมากหรือน้อยผิดปกติ อาจเป็นสัญญาณเตือน
แพทย์แนะนำว่า คุณแม่ตั้งครรภ์ควรเข้ารับการตรวจตามนัดอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะช่วงไตรมาสสุดท้าย ควรติดตามการเต้นของหัวใจทารก ตรวจอัลตราซาวด์ และประเมินสายสะดือ น้ำคร่ำ รวมถึงพัฒนาการของทารกอย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ คุณแม่ควรสังเกตการดิ้นของลูกทุกวัน เพราะ การดิ้นของทารกเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดสำคัญของความปลอดภัยภายในครรภ์
หากพบว่า
- ลูกดิ้นแรงหรือถี่ผิดปกติ เช่น ดิ้นต่อเนื่องทั้งคืน
- ลูกดิ้นน้อยลงหรืออ่อนแรงกว่าปกติ
- รูปแบบการดิ้นเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน
ไม่ควรคิดว่าเป็นเพียงเพราะลูก “ซน” หรือ “พักผ่อน” แต่ควรไปโรงพยาบาลเพื่อให้แพทย์ตรวจประเมินทันที
สรุป: ลูกดิ้นผิดปกติ อาจไม่ใช่แค่ความแข็งแรง
แม้การที่ลูกดิ้นจะเป็นสัญญาณที่ทำให้คุณแม่รู้สึกสบายใจ แต่การเปลี่ยนแปลงที่มากเกินไปหรือน้อยลงผิดปกติ อาจเป็นสัญญาณเตือนว่าทารกกำลังเผชิญปัญหาในครรภ์
กรณีสายสะดือพันรอบตัวทารก 5 รอบนี้ เป็นตัวอย่างที่สะท้อนว่า การสังเกตความผิดปกติของลูกและเข้าพบแพทย์อย่างรวดเร็ว อาจช่วยลดความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสให้ทั้งแม่และลูกปลอดภัย
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี