สาวดื่มแต่น้ำเปล่า 15 วัน น้ำหนักลดจริง 20 กก. ก่อนป่วยทางสมอง ชีวิตเปลี่ยนตลอดกาล!

สาวดื่มแต่น้ำเปล่า 15 วัน น้ำหนักลดจริง 20 กก. ก่อนป่วยทางสมอง ชีวิตเปลี่ยนตลอดกาล!

สาวดื่มแต่น้ำเปล่า 15 วัน น้ำหนักลดจริง 20 กก. ก่อนป่วยทางสมอง ชีวิตเปลี่ยนตลอดกาล!
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

สาว 31 ดื่มแต่น้ำ 15 วัน น้ำหนักลด 20 กก. ก่อนป่วยทางสมอง หมอเตือนอาจฟื้นไม่เต็มที่

หวังลดน้ำหนักอย่างรวดเร็ว แต่กลับต้องเผชิญผลกระทบที่อาจติดตัวไปอีกนาน หญิงชาวจีนวัย 31 ปี อดอาหารและดื่มเพียงน้ำเปล่าติดต่อกัน 15 วัน ก่อนมีอาการเดินลำบากและความจำถดถอย แพทย์ตรวจพบภาวะสมองผิดปกติจากการขาดวิตามินบี 1 พร้อมเตือนว่าอาการบางอย่างอาจไม่กลับมาเป็นปกติอย่างสมบูรณ์

น้ำหนักลดฮวบ แต่เริ่มเดินผิดปกติและความจำแย่ลง

เว็บไซต์ South China Morning Post รายงานเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2569 ว่า หญิงรายนี้อาศัยอยู่ในมณฑลเหอหนาน ทางตอนกลางของจีน และไม่ประสงค์เปิดเผยชื่อ เธอมีส่วนสูง 160 เซนติเมตร เดิมหนัก 70 กิโลกรัม โดยตามรายงาน น้ำหนักของเธอลดลงถึง 20 กิโลกรัมภายในเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์ หลังใช้วิธีอดอาหารอย่างหนัก

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ตามมาไม่ใช่เพียงรูปร่างที่เปลี่ยนไป แต่เธอเริ่มเดินลำบากและมีปัญหาด้านความจำ จนต้องเข้ารับการตรวจรักษา ซุนกุ้ยฟาง แพทย์ด้านประสาทวิทยาจากโรงพยาบาลแห่งที่ 1 ในสังกัดมหาวิทยาลัยเจิ้งโจว ระบุว่า ผู้ป่วยได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นภาวะสมองผิดปกติชนิดเวอร์นิเก หรือ Wernicke’s encephalopathy

รู้จักภาวะเวอร์นิเก ขาดวิตามินบี 1 รุนแรง กระทบการทำงานของสมอง

ข้อมูลจาก MedlinePlus ของหอสมุดแพทยศาสตร์แห่งชาติสหรัฐฯ อธิบายว่า ภาวะสมองผิดปกติชนิดเวอร์นิเกเกิดจากการขาดไทอามีน หรือวิตามินบี 1 ซึ่งจำเป็นต่อการทำงานของสมอง ผู้ป่วยอาจมีอาการสับสน เดินเซหรือทรงตัวลำบาก รวมถึงการเคลื่อนไหวของดวงตาผิดปกติ หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที อาจเกิดความเสียหายต่อสมองและมีปัญหาความจำในระยะยาวได้

สำหรับหญิงรายนี้ แพทย์บรรยายว่าเธอเดินคล้ายเพนกวิน และเตือนว่าอาการเดินผิดปกติอาจไม่หายไปทั้งหมด พร้อมเชื่อมโยงอาการป่วยกับการอดอาหารอย่างสุดโต่ง ซึ่งทำให้ร่างกายไม่ได้รับสารอาหารที่จำเป็นอย่างเพียงพอ อย่างไรก็ตาม รายงานไม่ได้ระบุผลการรักษาระยะยาว จึงยังไม่อาจสรุปได้ว่าเธอจะมีความผิดปกติถาวรมากน้อยเพียงใด

ทำตาม “ปี้กู่” ความเชื่ออดอาหารที่ถูกนำมาใช้ลดน้ำหนัก

หญิงรายนี้บอกแพทย์ว่า เธอกำลังปฏิบัติตามแนวทางที่เรียกว่า “ปี้กู่” หรือ Bigu ซึ่งเกี่ยวข้องกับความเชื่อในลัทธิเต๋า คำนี้มีความหมายตรงตัวว่า “การงดธัญพืช” และเชื่อกันว่ามีต้นกำเนิดก่อนสมัยราชวงศ์ฉิน แนวคิดดังกล่าวเชื่อมโยงกับความเชื่อเรื่องการดำรงชีวิตด้วย “ชี่” หรือพลังชีวิต เพื่อบรรลุภาวะเหนือสามัญและความเป็นอมตะ

แม้จะเป็นความเชื่อเก่าแก่ แต่ในปัจจุบันมีผู้หยิบแนวทางนี้มาเผยแพร่ในฐานะวิธีลดน้ำหนักและขับสารพิษ รายงานระบุว่า แฮชแท็กเกี่ยวกับปี้กู่บนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียยอดนิยมแห่งหนึ่งมียอดรับชมถึง 360 ล้านครั้ง และมีการพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องนี้ราว 2.4 ล้านครั้ง ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนความสนใจในโลกออนไลน์ แต่ไม่ได้เป็นหลักฐานยืนยันว่าวิธีนี้ปลอดภัยหรือได้ผลตามคำกล่าวอ้าง

บางคนโพสต์เล่าว่าน้ำหนักลดมากกว่า 10 กิโลกรัม หลังดื่มเพียงน้ำและรับประทานวิตามินเสริมตลอดหนึ่งเดือน ขณะที่บางโพสต์แนะนำให้นั่งสมาธิในสถานที่อากาศถ่ายเทเพื่อรับพลังชี่ อย่างไรก็ตาม ประสบการณ์ที่แชร์ต่อกันไม่สามารถใช้แทนหลักฐานทางการแพทย์ หรือรับรองความปลอดภัยสำหรับผู้ที่คิดทำตามได้

เคยมีทั้งผู้ป่วยหนักและเสียชีวิต หลังอดอาหารต่อเนื่อง

รายงานยังยกเหตุการณ์เมื่อปี 2563 ซึ่งชายวัย 26 ปีในมณฑลเฮย์หลงเจียง ทางตะวันออกเฉียงเหนือของจีน เสียชีวิตหลังดื่มเพียงน้ำติดต่อกัน 52 วัน โดยในช่วงสองวันก่อนเสียชีวิต เขามีอาการคล้ายภาวะสมองเสื่อม เหตุการณ์นี้เป็นหนึ่งในกรณีที่ถูกนำมาเตือนถึงอันตรายของการอดอาหารเป็นเวลานาน

ส่วนในปี 2568 หญิงคนหนึ่งในมณฑลเจ้อเจียงลดน้ำหนักได้ 5 กิโลกรัม หลังดื่มแต่น้ำและรับประทานสิ่งที่เรียกว่า “ยาเม็ดพลังงาน” นานหนึ่งสัปดาห์ แต่ต่อมาเธอมีความเสียหายรุนแรงที่เยื่อบุลำไส้ และเกิดการติดเชื้อแบคทีเรียในกระแสเลือด นอกจากนี้ ยังมีภาวะโพแทสเซียมในเลือดต่ำรุนแรงจนเป็นอันตรายต่อชีวิต

เสียงเรียกร้องให้หยุดเผยแพร่เนื้อหาชวนอดอาหารอันตราย

หลังมีรายงานผู้ได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่อง ผู้ใช้โซเชียลมีเดียบางส่วนเรียกร้องให้ห้ามเผยแพร่เนื้อหาที่ส่งเสริมการอดอาหารลักษณะนี้ บางความเห็นมองว่าไม่ควรนำคำว่าวัฒนธรรมดั้งเดิมมาใช้รองรับพฤติกรรมที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ขณะที่อีกหลายคนแสดงความตกใจต่อการงดอาหารติดต่อกันเป็นเวลานาน

กรณีของหญิงวัย 31 ปีจึงเป็นอีกคำเตือนว่าตัวเลขบนตาชั่งที่ลดลงอย่างรวดเร็ว ไม่ได้หมายถึงสุขภาพที่ดีขึ้นเสมอไป การลดน้ำหนักควรคำนึงถึงสารอาหารที่ร่างกายต้องได้รับ ไม่ใช่มุ่งอดอาหารจนขาดสารอาหาร หากมีอาการสับสน เดินเซ หรือการมองเห็นผิดปกติหลังรับประทานอาหารได้น้อยหรืออดอาหาร ควรรีบไปโรงพยาบาลเพื่อรับการประเมิน

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
ตั้ง Sanook เป็นข่าวโปรดบน Google
กำลังโหลดข้อมูล