"ตู้โทรศัพท์" ที่กว่า 30,000 คนเดินทางมา "โทรหา" ทั้งที่รู้ดีว่าไม่มีใครรับสาย!

"ตู้โทรศัพท์" ที่กว่า 30,000 คนเดินทางมา "โทรหา" ทั้งที่รู้ดีว่าไม่มีใครรับสาย!

"ตู้โทรศัพท์" ที่กว่า 30,000 คนเดินทางมา "โทรหา" ทั้งที่รู้ดีว่าไม่มีใครรับสาย!
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

“โทรศัพท์แห่งสายลม” ตู้โทรศัพท์ญี่ปุ่นที่ไม่มีปลายสาย แต่มีคนกว่า 30,000 คนเดินทางมาเพื่อพูดคุย

บนเนินเขาแห่งหนึ่งในเมืองโอสึจิ จังหวัดอิวาเตะ ประเทศญี่ปุ่น มีตู้โทรศัพท์สีขาวตั้งอยู่กลางสวนที่มองเห็นมหาสมุทรแปซิฟิก ภายในมีโทรศัพท์หมุนสีดำวางอยู่บนแท่นโลหะ พร้อมสมุดเล่มหนึ่งสำหรับให้ผู้มาเยือนได้เขียนข้อความ

สิ่งที่แตกต่างจากตู้โทรศัพท์ทั่วไปคือ โทรศัพท์เครื่องนี้ไม่ได้เชื่อมต่อกับสายใด ๆ ไม่มีเสียงเรียกเข้า ไม่มีสัญญาณ และไม่มีใครตอบกลับจากปลายสาย แต่ตลอดเวลากว่า 15 ปีที่ผ่านมา ผู้คนจำนวนมากยังคงเดินทางมาที่นี่ เพื่อยกหูโทรศัพท์ขึ้นและพูดสิ่งที่อยู่ในใจ ก่อนกลับออกไปด้วยความรู้สึกที่เบาลงกว่าเดิม

จุดเริ่มต้นของ “โทรศัพท์แห่งสายลม”

ตู้โทรศัพท์แห่งนี้มีชื่อว่า “คาเสะ โนะ เด็นวะ (Kaze no Denwa)” หรือ “โทรศัพท์ของสายลม” ผู้สร้างคือ อิตารุ ซาซากิ (Itaru Sasaki) นักออกแบบสวนในท้องถิ่น

ในปี 2010 เขาสูญเสียญาติที่ป่วยด้วยโรคมะเร็งระยะสุดท้าย หลังจากรู้ว่าคนใกล้ชิดเหลือเวลาอยู่บนโลกอีกไม่นาน ซาซากิจึงนำตู้โทรศัพท์เก่ามาตั้งไว้ในสวนของตัวเอง เพื่อเป็นสถานที่สำหรับพูดคุยกับคนที่จากไปแล้ว

เขาเคยอธิบายแนวคิดนี้ไว้ว่า “เพราะความคิดของผมไม่สามารถส่งผ่านสายโทรศัพท์ธรรมดาได้ ผมจึงอยากให้สายลมเป็นผู้พามันไปถึงเขา”

หลังเหตุการณ์สึนามิ ตู้โทรศัพท์กลายเป็นที่พักใจของผู้สูญเสีย

เพียง 3 เดือนหลังจากตู้โทรศัพท์ถูกสร้างขึ้น วันที่ 11 มีนาคม 2011 ประเทศญี่ปุ่นต้องเผชิญกับเหตุการณ์แผ่นดินไหวและคลื่นสึนามิครั้งใหญ่ พื้นที่เมืองโอสึจิได้รับผลกระทบรุนแรง มีผู้เสียชีวิตกว่า 1,400 คน หรือประมาณหนึ่งในสิบของประชากรทั้งเมือง

หลังเหตุการณ์ครั้งนั้น ซาซากิเปิดสวนของเขาให้ผู้คนเข้ามาใช้ตู้โทรศัพท์แห่งนี้ หลายคนเดินทางมาเพื่อพูดคุยกับครอบครัว เพื่อน หรือคนรักที่ไม่มีโอกาสได้กล่าวคำลา

เมื่อปลายสายไม่มีใครตอบ แต่ผู้คนยังอยากโทรหา

หลายปีหลังภัยพิบัติ สำนักข่าว Reuters เคยบันทึกเรื่องราวของผู้คนที่เดินทางมาใช้ตู้โทรศัพท์แห่งนี้ หนึ่งในนั้นคือ คาซูโยชิ ซาซากิ ชายวัย 67 ปีที่โทรหาภรรยาผู้เสียชีวิตชื่อ “มิวาโกะ”

เขาเล่าผ่านโทรศัพท์ถึงวันที่ออกตามหาภรรยาหลังเกิดสึนามิ ผ่านศูนย์อพยพและพื้นที่ค้นหาผู้สูญหาย ก่อนจะกลับไปยังบ้านที่เหลือเพียงซาก เขาบอกภรรยาว่าจนถึงวันนี้ยังไม่เคยลืมเหตุการณ์นั้น และยังคิดถึงเธอเสมอ

ก่อนวางสาย เขาพูดคำขอบคุณที่เรียบง่ายว่า “ผมดีใจที่ได้พบคุณ ขอบคุณสำหรับทุกอย่าง”

อีกคนหนึ่งคือ ซาจิโกะ โอกาวะ หญิงวัย 76 ปีที่โทรหาสามีซึ่งจากไปหลังใช้ชีวิตร่วมกันกว่า 44 ปี เธอพูดเพียงว่า “ฉันเหงามาก” ก่อนฝากให้เขาช่วยดูแลครอบครัว และบอกลาเหมือนกับว่ายังเชื่อว่าจะได้พบกันอีกครั้ง

สถานที่ที่ไม่ได้ให้คำตอบ แต่ช่วยให้คนได้พูดออกมา

สิ่งที่น่าสนใจของโทรศัพท์เครื่องนี้คือ มันไม่ได้สัญญาว่าจะรักษาความเจ็บปวด ไม่ได้บอกว่าจะทำให้ทุกคนลืมความสูญเสีย และไม่ได้มอบคำตอบจากคนที่จากไป

ซาซากิเองไม่ได้สร้างมันขึ้นมาเพื่อเหตุผลทางศาสนา แต่เพียงต้องการพื้นที่สำหรับการคิดถึงและพูดคุยกับความทรงจำของคนสำคัญ

เขาเคยกล่าวว่า หลายคนจากไปโดยไม่มีโอกาสได้กล่าวคำลา หลายครอบครัวอยากย้อนกลับไปพูดอะไรบางอย่างในช่วงเวลาสุดท้าย เพียงเพราะพวกเขาไม่รู้ว่านั่นจะเป็นครั้งสุดท้ายที่ได้คุยกัน

จากตู้โทรศัพท์หนึ่งเครื่อง สู่สัญลักษณ์ของการเยียวยา

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา มีผู้คนมากกว่า 30,000 คน เดินทางมายังสถานที่แห่งนี้ ไม่ใช่เพียงผู้รอดชีวิตจากสึนามิ แต่รวมถึงผู้ที่สูญเสียคนรักจากโรคภัย อุบัติเหตุ หรือเหตุการณ์อื่น ๆ ในชีวิต

แนวคิดนี้ยังถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์และหนังสือ เช่น ภาพยนตร์ “Voices in the Wind” ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากเรื่องราวของโทรศัพท์แห่งสายลม รวมถึงมีผู้คนในหลายประเทศนำแนวคิดนี้ไปสร้างพื้นที่คล้ายกันสำหรับผู้สูญเสีย

เมื่อโลกยุคใหม่มี “คนที่ตอบกลับได้”

ในปัจจุบัน เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ได้สร้างแนวคิดใหม่ที่เรียกว่า Digital Afterlife หรือ “ชีวิตหลังความตายบนโลกดิจิทัล” ซึ่งสามารถนำข้อความ เสียง และภาพของผู้เสียชีวิตมาสร้างเป็นระบบสนทนาเลียนแบบบุคคลนั้นได้

ต่างจากโทรศัพท์แห่งสายลมที่ไม่มีเสียงตอบกลับ เทคโนโลยีเหล่านี้สามารถพูดคุย โต้ตอบ และจำลองบุคลิกของคนที่จากไปได้ ทำให้เกิดคำถามใหม่เกี่ยวกับความทรงจำ ความรัก และวิธีที่มนุษย์รับมือกับการสูญเสีย

บางครั้ง การไม่ได้รับคำตอบ อาจเป็นสิ่งที่ช่วยเยียวยา

เมื่อเปรียบเทียบกัน โทรศัพท์แห่งสายลมและเทคโนโลยี AI อาจดูเหมือนอยู่คนละโลก ฝั่งหนึ่งไม่มีคำตอบใด ๆ มีเพียงเสียงลมและความเงียบ ส่วนอีกฝั่งสามารถจำลองบทสนทนาได้อย่างสมจริง

แต่สิ่งที่ทำให้โทรศัพท์เครื่องนี้ยังมีความหมาย อาจไม่ใช่เพราะคนเชื่อว่าจะมีใครอยู่ปลายสาย แต่เพราะมันเปิดพื้นที่ให้ผู้คนได้พูดสิ่งที่ยังค้างอยู่ในใจ

บางครั้งการเยียวยาไม่ได้เกิดจากการได้ยินคำตอบจากคนที่จากไป แต่อาจเกิดจากการได้พูดทุกอย่างที่อยากบอก แล้วค่อย ๆ วางหูโทรศัพท์ลงด้วยตัวเอง

แหล่งอ้างอิง: Reuters / Japan Times / Bloomberg

อัลบั้มภาพ 5 ภาพ

อัลบั้มภาพ 5 ภาพ ของ "ตู้โทรศัพท์" ที่กว่า 30,000 คนเดินทางมา "โทรหา" ทั้งที่รู้ดีว่าไม่มีใครรับสาย!

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
ตั้ง Sanook เป็นข่าวโปรดบน Google
กำลังโหลดข้อมูล